เรื่อยเปื่อย 2009-11-07

posted on 07 Nov 2009 20:25 by cocon  in DIARY-Comments

เอนทรี่นี้เป็นการคุยแบบเรื่อยเปื่อย ไม่มีประเด็นชัดเจน และไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสนใจ

ใครใคร่อ่านก็อ่าน ใครไม่อยากอ่านก็ไม่จำเป็นต้องฝืน

 

เรื่อยเปื่อย

ประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2552

 

------------------------------------------------

 

-1-

 

จากเอนทรี่ เหนื่อยกับการวางตัว

ขอขอบคุณทุกความเห็นที่เขียนกันมานะครับ

แต่ผมก็อยากบอกตรงนี้ว่า ... ผมไม่ได้ป่วยขนาดนั้น

เพราะถ้าผมเครียดมากจริง ๆ ผมคงไม่เอามาพูดแบบนี้

 

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจและน่าจะทำมานานแล้ว

นั่นก็คือ การเขียนเอนทรี่ตามใจตัวเองบ้าง หรือเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง

ที่ผ่านมาผมจะกดดันตัวเองว่า เอาเวลาที่มาอัพบล็อกไปทำงานดีกว่าไหม

แต่มันก็กลับทำให้เป็นการเก็บกด มีอะไรก็บอกไม่ได้ อึดอัดมากขึ้น

ดังนั้นตอนนี้เมื่อคิดได้ก็ขอลองเปลี่ยนบรรยากาศบ้างแล้วกัน

 

หลังจากนี้ผมจะคุยให้มากขึ้น

เพื่อให้การพูดคุยในบล็อกกลับมาเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง

 

------------------------------------------------ 

 

-2-

 

สีน้ำ EDIT ได้ แต่ UNDO ไม่ได้

นี่เป็นชื่อ msn ที่ผมใช้อยู่ในตอนนี้

ช่วงนี้ผมกำลังรับจ็อปทำงานแฮนเมดครับ สีน้ำนั่นแหละ (ก็แม่นแค่อันเดียว)

แล้วระดับคุณภาพงานก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อช่วงเวลาที่ดีที่สุดอย่าง"งานแต่งงาน"

ไม่ใช่จะมาเผาๆแบบงานตัวเองในโปรเจคเรียนได้

อย่างไรก็ตาม ถึงตั้งใจมากแค่ไหน สิ่งที่ยากสำหรับสีน้ำก็คือที่ว่านี่แหละ

 

สีน้ำ แก้ได้ แต่ย้อนกลับไปไม่ได้

นั่นคือ ผากผมลงสีพลาดไป ผมอาจจะพยายามแก้ไขด้วยการล้างสีแล้วลงใหม่จนลงตัวได้

แต่นั่นคือเวลาที่ต้องเสียไป กับการล้าง เช็ค แล้วลงใหม่ จนกว่าจะได้ตามที่ต้องการ

แม้ว่าการแก้่ไขนั้น จะทำเพียงเพื่อให้มันกลับไปยังก่อนที่จะลงสี

มันก็ต้องใช้เวลาครับ 

มัน UNDO ไม่ได้

 

สำหรับคนที่ก่อนหน้านี้รับงานลงสีด้วยคอมมา

พอกลับมาลงสีน้ำใหม่ ๆ นี่ก็ยังไม่ชินอยู่ช่วงนึง

ทางที่ดีที่สุดคือการระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดตั้งแต่แรก

ซึ่งของแบบนี้ต้องอาศัยค่าประสบการณ์ในการทำ

จนกระทั่งรู้ว่า ทำยังไงให้ได้ดั่งใจโดยไม่เจ๊ง

 

สีน้ำ ... หากทำเนี๊ยบ ผมมักจะใช้เวลานาน

ไม่ได้นานตรงการลงสีเท่านั้น แต่นานตรงเวลาในการทำใจด้วย

แต่สำหรับงานที่มีเดทไลน์แล้ว มันรอไม่ได้่ มันต้องเสร็จตามเวลา

ต้องสู้ตาย!

 

------------------------------------------------  

 

-3-

 

ผมเป็นคนที่อยากให้งานที่ทำนั้นออกมาดีที่สุด

และจะกดดันมากขึ้น เมื่อเป็นงานที่ทำให้คนอื่น

 

แต่ความกังวลที่ว่านั้น พอมีมากเกินไปก็กลับบั่นทอนความรู้สึกในการทำงาน

ไป ๆ มา ๆ เวลาที่เสียไปกับการเสียความรู้สึก มันมากพอที่จะเอาไปทำงานได้มากมาย

 

ผมยอมรับว่าผมยังไม่ใช่คนที่หนักแน่นพอ

ทางที่ทำได้ในตอนนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

แต่ผมก็จะเลือกที่จะไม่รับในสิ่งที่ทำให้ผมเสียความรู้สึก

และไม่คุยกับคนที่ผมคุยแล้วเสียความมั่นใจ

 

จะมองว่าผมเป็นคนใจแคบก็ได้

แต่เมื่อในตอนนี้ผมมีความมั่นใจในการทำงานแล้ว

ก็ขอให้มันดำเนินต่อไปเถอะ

 

------------------------------------------------  

 

-4-

 

ลูกค้าเคยถามว่าผมมีแฟนหรือยัง

เห็นทำงานที่หวานโรแมนติกได้มากกว่านี้

ผมก็ตอบไปตามตรงอย่างง่าย ๆ ว่า

 

ไม่มีครับ

ตอนนี้ผมขอมีแฟนเป็นงานการ์ตูน

 

หลังจากดูหนังเรื่องรถไฟฟ้าฯมาหานะเธอแล้ว

ก็คิดอยู่นะ ว่าถ้าเรามีแฟนมันจะเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้บ้างไหม

แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่า เอาเวลาที่กังวลเรื่องนี้ไปทำงานก่อนดีกว่า (งานยังไม่เสร็จเลย)

 

รักงานครับ

ขอรักงานก่อนแล้วกัน

อีกอย่าง ... วาดเรื่องราวดีๆ รับทำงานเกี่ยวกับความรู้สึก ดี ๆเช่นแต่งงาน

ก็รู้สึกดีครับ

 

แต่คำตอบนี้ก็ไม่ตายตัวนะ

แค่เรารอการเข้ามาอย่างธรรมชาติมากกว่า

(แต่เชื่อว่าถ้ายังดำเนินชีวิตแบบนี้ ก็คงยากที่จะมีละมั้ง)

 

------------------------------------------------ 

 

-5-

 

กลุ่มคนที่(บางที)ผมก็รู้สึกไม่อยากให้ดูบล็อก

ไม่ใช่ว่าผมหมายถึงทุกคน ผมแค่มีเหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น

แม้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามคนไม่ให้ดู

แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมไม่อยากเล่าอะไรบางอย่างที่นี่

 

คนในสถาบันศึกษาที่เคยเรียน

- ครั้งแรกที่ทำให้ผมต้องมาระแวดระวัง ก็เกิดจากการที่รุ่นน้องคนหนึ่งมาพูดว่า

อาจารย์คนหนึ่งในคณะมีพูดว่ารุ่นพี่ในบล็อกบางคนได้ไปพูด(อะไรสักอย่าง)ในนั้น

จำไม่ได้ว่าทางนั้นได้วิพากย์วิจารณ์ประเด็นไหน

และผมเป็นจำเลยหรือไม่ (เพราะปกติผมบ่นน้อยมาก)

ก็ทำให้พบว่า ต่อไปนี้จะไม่บ่นเรื่องสถาบันอย่างซี้ซั้วแล้ว อย่างน้อยก็จนกว่าจะจบการศึกษา

แต่ถึงเรียนจบแล้วก็ไม่ได้เอามาเล่าอยู่ดี เพราะไม่รู้จะบ่นทำไม เปลืองตัวเปล่าๆ

- สิ่งที่ดีก็มีนะ อาจารย์-ภาควิชาผมคนหนึ่งได้เข้ามาที่บล็อกผม

เป็นปลื้มประมาณว่ามีบุคคลสำคัญได้เข้ามาเยี่ยมถึงบ้านเลยเชียว

น่าเสียดายที่อาจารย์ท่านั้นไม่ได้เล่นที่นี่ต่อ ด้วยเพราะไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน

 

คนในครอบครัว

- ความจริงแล้วมันเริ่มจากที่ผมแจกเว็บให้ญาติรุ่นน้องไปดูงานผม

แต่ไป ๆ มา ๆ ญาติผู้ใหญ่ก็ได้ดูกันอย่างถ้วนหน้า

มารู้อย่างจริงจังก็ตอนหลังงานศพพ่อ เพราะตอนนั้นผมเจออะไรที่เครียดแล้วมาบ่นในนี้

แล้วก็มารู้จากแม่ว่าญาติมาถามว่าผมได้บ่นอะไรบ้างไหม เพราะในบล็อกมันเครียดมาก

- ใช่ครับ ผมเป็นคนที่เก็บงำอะไรเองตั้งแต่เด็กแล้ว

หลังจากที่พบว่า บ่อยครั้งที่เราพูดไปแล้วมันไม่ได้คำตอบแถมรู้สึกแย่ลงอีก 

ผมเลยเอาไปบ่นในที่นี่ อย่างน้อยก็ให้คนที่เราไม่เคยเจอหน้ากันมาฟัง ก็คงจะดีกว่า

- หลังจากที่ผมรู้เรื่องนี้แล้ว ผมก็ไม่กล้าใส่เรื่องบ่นที่เกี่ยวกับทางบ้านอีกเลย

เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าผมไม่ปรึกษาคนใกล้ แต่เอาไปบอกคนไกล

 

เพื่อนร่วมงาน / ผู้ว่าจ้าง

- การที่ทุกคนเข้าถึงที่นี่ ทำให้ผมบ่นเรื่องในงานไม่ได้ เพราะเดี๋ยวมาเห็นก็คงไม่ดี

แล้วผมก็ไม่อยากทำตัวเป็นดาราให้สัมภาษณ์ในสิ่งที่เราไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว

เป็นเรื่องที่รู้กันว่าสิ่งที่พูดไปแล้วจะกลายเป็นนายของเรา

ดังนั้นไม่พูดดีกว่า ไปบ่นกับคนไว้ใจแทน

 

อย่างไรก็ตาม คนในกลุ่มที่ว่านี้ก็ให้ความรู้สึกดี ๆ เยอะนะ

แค่มันทำให้บล็อกนี้ไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป เราไม่สามารถพูดในสิ่งที่อยากพูดได้

 

ผมไม่หน้าด้านพอที่จะบ่นพาดพิงใครในที่สาธารณะครับ

 

------------------------------------------------ 

 

-6-

 

ผมมีเพื่อนร่วมคณะคนหนึ่ง ที่เธอก็เล่นแต่งคอสเหมือนกัน

แต่เธอดูจะไม่อยากพูดคุยในบทบาทนั้นยามอยู่มหาลัย

ผมเคยสงสัยว่า เขาจะปิดบังทำไมนะ แต่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะของแบบนี้นานาจิตตัง

แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจ แล้วก็เป็นเองแล้วด้วย

 

บางครั้ง ผมก็อยากแยกโลกทางเน็ตออกจากโลกความเป็นจริง

อยากเป็นคนสวมหน้ากาก สวมบทบาทในแบบที่คนในชีวิตจริงไม่รับรู้

อยากระบายเรื่องชีวิตจริงที่มันพูดกับคนที่อยู่ใกล้ตัวไม่ได้

 

แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้

ก็บล็อกมันเข้าถึงได้ง่ายกว่าบอร์ดนี่นา

 

------------------------------------------------ 

 

-7-

 

รู้สึกผิดนะ ที่เอาเวลาทำงานมาอัพบล็อกแบบนี้

แต่สุดท้ายก็อัพมาล่ะ

เพราะคิดว่าเวลาที่ใช้ในการกดดันตัวเอง แล้วทำอะไรไม่ออก

มันอัพบล็อกได้ตั้งเอนทรี่หนึ่ง

 

------------------------------------------------ 

 

-8-

 

วันนี้ได้จ็อปใหม่มาหมาด ๆ

โชคดีที่จ็อปไม่ชนกับงานที่ทำอยู่ ดังนั้นคงทำได้สบาย

อยากทำงานใหเออกมาดี สมกับที่เขาไว้วางใจให้เราทำ

แต่จะไม่กดดันตัวเองล่ะ เดี๋ยวงานไม่เดิน

 

------------------------------------------------ 

 

-9-

 

เกือบจะไม่อัพเอนทรี่นี้แล้ว เพราะเดี๋ยวมีคนบางคนมองว่าผมป่วยอีก

แต่คิดไปคิดมา ทำไมจะต้องแคร์กับคนส่วนน้อยด้วยนะ

ดังนั้นก็เลยมาพิมพ์ต่อ 

 

------------------------------------------------ 

 

-10-

 

การดำรงชีวิตในโลกอินเตอร์เน็ต

นอกจากที่ผมจะได้ทำหน้าที่เป็นรุ่นพี่ที่ดี(?)ในการแนะนำรุ่นน้อง

ผมก็ได้รู้จักรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันมากหน้าหลายตา

ที่ทำให้ผมเอาตัวรอดแล้วอยู่ได้จนถึงวันนี้อยู่หลายคน

ทั้งคนที่ให้คำแนะนำ หรือแม้แต่คนที่ทำให้ผมได้บทเรียนเจ็บปวดจนฝังใจ

แต่ทุกอย่างก็ทำให้ผมมีความต้านทานได้จนถึงวันนี้

 

ถ้าผมไม่เล่นเน็ต ผมก็คงยังเป็นไอ้ขี้แยไม่รู้คุณค่าของตัวเองต่อไป

 

------------------------------------------------ 

 

-11-

 

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โชคดีมาก ทั้งได้โอกาสในการทำงานที่เราชอบ

และยังมีหลายคนที่เข้าใจสิ่งที่เราเป็น และให้กำลังใจอยู่เสมอ

มันมากจนคิดว่าทำไมผมยังต้องไปเสียความรู้สึกกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะ

 

------------------------------------------------  

 

ขอจบที่เลข 11

เพราะชอบเลข 11 ครับ

 

 

ปล.

ถ้ารักและห่วงผมจริง

โปรดอย่าทำผมเหมือนเป็นคนป่วย ผมไม่ชอบ