อ่านตอนที่ผ่านมาได้ที่นี่

ตูน - ไตลาน(Tailan)

 

*** เนื้อเรื่องของหนองตา สามารถอ่านได้โดยที่ไม่ต้องอ่านภาคหลัก(ไตลาน)ก่อน ***

ตามอ่านตอนก่อนของภาคนี้ได้ที่สารบัญเลยครับ

(ดังนั้นใครที่พึ่งมาใหม่ อย่าพึ่งถอดใจเพราะต้องอ่านย้อนหลังเยอะเลยนะ ลองอ่านก่อนเถอะครับ) 

 

สิ่งที่ควรรู้ก่อนอ่าน

1. ไตลาน เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความจริงใด ๆ ทั้งสิ้น

2. ไตลาน เป็นดั่งโลกคู่ขนานของเมืองไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เสมือนจำลองจากไทยหรือสยามในอดีตตั้งแต่ภูมิศาสตร์ไปจนถึงวัฒนธรรมแต่ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าทุกสิ่งในไตลานจะต้องเป็นจริงในเมืองไทยอย่างไรก็ตามในทุกตอนจะมีชี้แจงเสมอว่าผมอ้างอิงจากอะไรบ้างและอะไรเป็นส่วนที่ปรับแต่งเอง

3. ไตลาน เป็นโลกในอุดมคติซึ่งมีแต่ความสงบสุข ไม่มีสงคราม ไม่มีความบาดหมางในระดับที่รุนแรง (ถึงมีก็จะอยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเหมือนเด็กทะเลาะกัน) เรื่องราวที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งจะไม่ใช่ "ไตลาน" โดยเด็ดขาด

 

คุยก่อนอ่าน

1. ความจริงแล้วตอนที่ 2 อันนี้ร่างในช่วงเวลาใกล้เคียงกับตอนเปิดตัวอรุโณทัย

แต่ด้วยความยากในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่การวางสตอรี่บอร์ด และภาพที่เดี๋ยวเห็นก็จะเข้าใจ

มันก็เลยไม่เสร็จสักที จนไม่นานมานี้ก็คิดว่าทำ ๆ ออกมให้เสร็จดีกว่า ค้างคานานไปแล้ว

2. ตอนนี้อาจจะยังไม่มีเนื้อหาอะไรมาก เพราะเป็นการเปิดตัวเรื่องราวใหม่

เอาเป็นว่าดูบรรยากาศของสถานที่ไปก่อนแล้วกันครับ

 

เอาล่ะ ไปอ่านกันเลยดีกว่าครับ 

 

 

 

 

ไตลาน

 

หนองตา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามต่อตอนหน้าครับ

 

 

 

รู้จักภาคอีสานของไทยผ่านหนองตา ตอนที่ 2

 

ตั้งแต่ตอนนี้ไปอีกสักหลายตอน จะเกี่ยวข้องกับอารยธรรมขอม

ซึ่งเคยมีการแผ่อิทธิพลมาถึงแถบที่ราบสูงภาคอีสานกันครับ

ผมขอยังไม่ลงลึกเรื่องขอมมากนัก เนื่องจากยังไม่ได้ใส่ข้อมูลลงไปในตอนนี้

ดังนั้นเราจะมาว่ากันเรื่องสถาปัตยกรรมกับศิลปะในปราสาทหินกันก่อนนะครับ 

 

 

ปราสาทขอม

อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ปราสาทขอม

เข้าถึงข้อมูลเมื่อ : 28/4/2553

 

ปราสาทขอม เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ ที่สร้างขึ้นโดยอาณาจักรเขมร ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เป็นต้นมา พบมากในประเทศกัมพูชา และในเขตอีสานใต้ของประเทศไทย

ปราสาทขอมก่อสร้างด้วยวัสดุอิฐ ศิลาทราย และศิลาแลง ในศิลปะเขมร

 

สำหรับในไตลาน ต้นแบบของปราสาทขอมที่ผมใช้เป็นฉากหลักคือ "ปราสาทหินพนมรุ้ง"  

 

 

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง 

อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

เข้าถึงข้อมูลเมื่อ : 28/4/2553

 

**ผมขออนุญาตแปลงเป็นภาษาที่อ่านง่ายขึ้น เพื่อให้ไม่เหนื่อยกันเกินไปนะครับ (แต่ผมเหนื่อย)

อย่างไรก็ตาม ใครอยากอ่านฉบับเต็มก็ให้ไปอ่านตามที่ผมอ้างอิงไว้นะครับ

 

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง

- ตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์

- ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว

- สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง)

- คำว่า พนมรุ้ง นั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่

 

ประวัติ

- เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย

- บูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 - 17

- ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายานเทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา

- จารึกต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) ได้สถาปนาเทวาลัยถวายพระอิศวรที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรก ๆ คงยังไม่ใหญ่โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1544) ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด) ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง

 

สถาปัตยกรรมและโบราณสถาน

- ปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งนับถือ พระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พนมรุ้งจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ

- องค์ประกอบและแผนผังมีลักษณะเป็นแนวเส้นตรงและเน้นความสำคัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง

- นั่นคือปราสาทประธานซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกด้านขวาของบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีอาคารที่เรียกว่า พลับพลา อาคารนี้อาจจะเป็นอาคารที่เรียกกันในปัจจุบันว่า พลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งเป็นที่พักจัดเตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์ ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้าหรือประกอบพิธีกรรมในบริเวณศาสนสถาน

 

ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้น ส่องแสงลอดประตูทั้ง 15

- โดยในวันที่ 3-5 เมษายน และ 8-10 กันยายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องแสงลอดประตูทั้ง 15 บาน ชาวบ้านจะเดินเท้าขึ้นมาเพื่อชมความอลังการที่ผสานระหว่างธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างของบรรพชน นอกจากนี้ในวันที่ 6-8 มีนาคม และ 6-8 ตุลาคมของทุกปี ดวงอาทิตย์ก็ตก ส่องแสงลอดประตูทั้ง 15 บาน เช่นกัน

 

คำเตือน - ระวังความเข้าใจผิดในเรื่องนี้นะครับ

แม้ว่าฉากในตอนนี้จะอ้างอิงจาก "ปราสาทหินพนมรุ้ง"

แต่พนมรุ้งไม่มีรูปแกะสลักอัปสรานะครับ

 

แท้จริงแล้ว ในประเทศไทยมีเพียงแค่ "ปราสาทหินศีขรภูมิ" ที่ยังมีรูปแกะสลักอัปสราครับ

ดังนั้นผมจึงขอนำข้อมูลของปราสาทที่ว่า เพื่อให้ข้อมูลสมบูรณ์นะครับ

 

 

ปราสาทศีขรภูมิ

อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ปราสาทศีขรภูมิ

เข้าถึงข้อมูลเมื่อ : 28/4/2553

 

ประวัติ

- ตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์

- สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17

- เป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย

- ในพุทธศตวรรษที่ 22 มีการบูรณะเพิ่มเติมที่องค์ปราสาทแถวหลังฝั่งทิศใต้ เป็นแบบศิลปะล้านช้าง และยังมีจารึกอักษรธรรมปรากฏอยู่ ณ ปราสาทหลังนี้

ปราสาทศีขรภูมิ มีลักษณะเป็นปรางค์หมู่ 5 องค์เป็นปราสาทก่ออิฐไม่สอปูน ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกันโดยตัวฐานก่อด้วยศอลาแลงกว้าง 25 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 1.5 เมตรโดยมีคูน้ำกว้าง 125 เมต