"โปรเจคเยอะเหลือเกินนะ"
 
 
 
นี่เป็นประโยคที่ผมมักจะโดนหลายคนกล่าวไว้
ในต่างช่วง ต่างวาระ และต่างเจตนาที่สื่อผ่านภาษา 
 
แต่ล้วนสื่อความจริงที่ว่า
ผมเป็นคนที่คิดสร้างงานการ์ตูนหลาย ๆ เรื่อง จนดูเป็นคนที่มีงานมากมายให้ทำ
มีงานล้นมือ ทำไม่ทัน และหลายงานก็ยังค้างคา หรือไม่ได้แม้แต่จะเริ่ม
 
นั่นสินะครับ หรือผมควรจะหยุดคิดเพิ่มเสียที แล้วก็ทำไปทีละอย่าง
ไม่ใช่ว่าดีแต่พูดแล้วไม่เสร็จสักอย่าง
 
 
ผมเคยกังวลในเรื่องนี้มาแล้ว
จนช่วงหนึ่งที่คิดอะไรไว้ก็ได้แต่เก็บงำ ไม่กล้าบอกเล่า
หรือถึงคิดได้ก็แค่จด ๆ ไว้แล้วก็วางก่อน
โดยล็อกตัวเองไว้ว่า
 
"ถ้าออริเก่ายังไม่ว่างทำต่อ ก็จะหาเรื่องใส่ตัวทำเพิ่มทำไม"
"ทำไปทีละงานสิ"
 
...
ผมเคยยึดกับความคิดแบบนี้
และเมื่อบวกกับช่วงเวลาที่ผมยุ่งกับการทำงานแต่ง
ทำให้พัฒนาการและผลงานออริในช่วงปี 2010-2011 แทบจะแน่นิ่งไปเลย
 
แม้ปี 2012 ผมจะได้ทำ "การ์ตูนอาเซียน" แต่นอกจากนั้นก็ไม่มี
ภาพดี ๆ ที่นอกเหนือจากงานลูกค้าก็ไม่มี เพราะบลอคตัวเองไว้หมดว่างานหลักต้องมาก่อน
 
ออริใหม่ไม่คืบหน้า (เพราะไม่ว่างล้วน ๆ สักที)
วาดเล่นก็แทบไม่มี (เพราะกดดันว่าต้องทำทีละงาน)
และไอเดียใหม่ ๆ ก็ไม่เกิด (เหตุผลเดียวกัน)
 
ไม่ว่าจะเพราะปัจจัยภายนอกหรอภายในก็ตาม
 
แต่ผมแช่แข็งตัวเองไป
ในช่วงเวลาที่ผมเรียกกลับมาไม่ได้แล้ว
 
 
 
 
-------
 
จนกระทั่งผมคิดได้ว่า วิถีชีวิตการทำงานของผมแบบนั้น มันไม่เวิร์ค
 
ในปลายปี 2012
ผมลองเปลี่ยนความคิดใหม่
 
งานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานหลัก งานรอง
งานใหม่ที่ยังไม่ออกโรง
หรือแม้แต่งานวาดเล่นขำ ๆ
 
มันล้วนมีคุณค่าต่อพัฒนาการทั้งนั้น
และไม่จำเป็นต้องรอทำไปทีละอย่างเสมอไป
 
 
ผมลองย้อนกลับไปดูช่วงเวลาที่ผมยังเคยวาดรูปอย่างสนุกสนาน
และคิดออริใหม่ ๆ แบบไม่ได้มีแรงกดดันมากเท่าช่วงหลัง
 
หลายงานที่คิดตอนเรียนถาปัต ... แน่นอน มันไม่ได้ทำจริงหรอก
แต่พวกมันล้วนเป็น "ฐานราก" และเป็น "ขั้นบันได" ให้มีเรื่องราวใหม่ ๆ ที่ผมเขียนทุกวันนี้
 
 
 
 
1
 
อย่างเช่น "ธี.วี."
ที่เปิดตัวในช่วงที่ผมทำธีสิส (ภาพขวา)
ก็มีพื้นฐานตัวเอกจากเรื่อง "Dynamic Museum" ที่เคยคิดไว้นานแล้ว (ภาพซ้าย)
 
 
แม้ว่าตอนที่ผมคิด ธี.วี. ผมไม่ได้นึกถึงการมีอยู่ของการ์ตูนก่อนหน้านี้เลย
แต่ผมก็ยังเชื่อว่า สิ่งที่เคยคิดมาก่อนหน้านี้ แม้ว่ายังไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมก็ตาม
มันเป็นตัวช่วยต่อยอดให้การคิดต่อไปมีการเติบโตมากขึ้น
 
อาศัยจินตนาการอันอิสระปราศจากความกังวลใด ๆ ในชีวิตการงาน
มาบวกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ผ่านงานต่าง ๆ
ออกมาเป็นออริเรื่องใหม่ ที่ได้ทั้งความสด และพัฒนาความเคี่ยวมากขึ้นครับ 
 
 
--------
 
2
 
 
สำหรับ "ไตลาน"
การ์ตูนไทยอิงภาคต่าง ๆ ที่ผมได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2009 และครบ 4 ปีในปีนี้
 
(อันนี้ภาพที่มาวาดฉลองครบ 4 ปีครับ หลังจากเว้นไปนาน แม้ตอนครบ 3 ปีก็ยังไม่ได้วาด) 
 
แม้ว่าผมเขียนได้ต่อเนื่องถึงแค่ต้นปี 2010 แล้วก็ต้องเว้นช่วงไปเพราะงานรับจ๊อปที่มากขึ้น
รวมทั้งในตอนนี้ที่คิดจะมารวมเล่ม แต่ก็ต้องชะลอไปเพื่อไปขัดเกลาพล็อตและข้อมูลก่อน
แต่ผมก็ไม่คิดว่าเวลาที่ผมลงไปกับการ์ตูนเรื่องนี้เป็นความสูญเปล่า
 
การที่ผมเขียนเรื่องยังไม่จบ ทำให้ผมมักรู้สึกผิดเวลาที่ไปเปิดออริใหม่โดยที่ยังเว้นเรื่องนี้
หลาย ๆ คนมักถามถึงตอนต่อไป และการรวมเล่ม จนผมเคยกดดันว่า
หรือผมจะต้องหยุดทุกอย่างเพื่อทำเรื่องนี้ต่อ แล้วค่อยไปทำอย่างอื่น
 
และความคิดแบบนี้แหละ
เป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่ผมแช่แข็งตัวเองไปเป็นปี
เพราะไม่ได้วาดเล่นเลยเพราะมัวแต่กังวลตามที่บอก
แต่ก็ไม่ได้วาดไตลานอยู่ดีเพราะเวลาไม่ได้เยอะพอจะทำอะไรเสกลใหญ่แบบนี้
 
 
จนช่วงหลังมานี้ผมเลยคิดว่า
 
ถ้ายังไม่พร้อมทำไตลาน ด้วยเหตุผลเวลาและประสบการณ์
งั้นก็เอาเวลาสั้น ๆ ที่พอมีอยู่ในตอนนี้
ไปหาประสบการณ์กับสิ่งอันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ
 
 
 
และหลังจากหลายคนได้บอกผมว่า
 
"วาดเล่นบ้างก็ได้"
"เอาเวลาเฟลไปวาดเล่นอะไรบ้างเถอะ"
"ไม่ต้องคิดมากให้วุ่นวาย ... อยากวาดอะไรก็วาดไปเลย"
 
 
ผมจึงเริ่มเอาเวลาที่เคยใช้กับการปิดกั้นตัวเอง
มาเริ่มวาดเล่นมากขึ้น
 
และในปี 2013 นี้ 
แม้ว่าผมยังไม่ได้วาดไตลานต่อเป็นเรื่องราว
แต่ผมก็ไม่ได้แช่แข็งตัวเองอีกแล้ว
 
ในช่วงเวลาที่รอการพร้อมกลับไปทำออริเก่าเหล่านี้
ผมได้ประสบการณ์จากการวาดเล่นรายทางหลายอย่าง
 
และเชื่อว่าสักวันที่กลับไปเขียนไตลานอีกครั้ง
ผมน่าจะเขียนไตลานได้อะไรที่มากกว่าเดิม
โดยอาศัยสิ่งอันที่ได้ระหว่างทางครับ
 
 
 
-------------------
 
3
 
"งานลูกค้า...ก็เป็นแบบเรียนในการพัฒนาตัวเองอันยอดเยี่ยม"
 
ในหลายปีก่อน ผมเคยคิดว่าชีวิตที่ผมใฝ่ฝันหา คือการทำงานตัวเอง 100%
วาดสิ่งที่อยากวาด เขียนออริที่คิดเองให้โด่งดัง
เป็นนักเขียนการ์ตูนที่ขายได้ด้วยฝีมือของตัวเอง
 
นี่คืออุดมการณ์ที่ผมตั้งมั่นในวันแรกที่ตั้งใจว่าจะมาจะเป็นนักเขียนการ์ตูน (ไม่ใช่ถาปัต)
ส่วนงานที่ได้ทำอย่าง "พรีเซนต์งานแต่ง" นั้น เป็นความบังเอิญที่ได้จากงานญาติครับ
 
เป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดว่า
งานแบบนี้ จะเป็นรายได้หลักของผมตลอด 4 ปีที่ทำฟรีแลนซ์
 
*ผลงานบางส่วนที่ได้ทำ ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่
 
แม้ว่าเหรียญอีกด้านของการรับทำพรีเซนต์แต่งงาน
ในมุมมองของผมจะพบปัญหาหลังการรับงานดังนี้
 
1. หากเจองานที่เข้ามาพร้อมกันมากเกินไป ... จะเกิดความเครียด
2. การวาดอะไรซ้ำ ๆ ที่ทำให้ไม่ได้ลองสิ่งใหม่ (คือมีแต่เซ็ตความรักสมหวัง เป็นเรื่องของคู่)
 
จนผมเคยคิดจะเลิกรับทำงานนี้แล้วไปทำการ์ตูนเต็มตัวไปเลย
แต่ก็ยังทำไม่ได้ตราบใดที่งานการ์ตูนยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่มีสังกัดให้เป็นรายได้หลักได้
 
จนพอช่วงหลัง ผมปรับเป็นแบบครึ่งทางคือ
กำหนดโควต้าการรับงานให้มีปริมาณที่สามารถทำไปพร้อมกับงานอื่นได้
 
นั่นคือผมยังคงรับทำพรีเซนต์งานแต่งอยู่
แต่ก็เปิดโอกาสตัวเองให้ได้ทำงานอื่นบ้าง วาดเล่นบ้าง เตรียมโปรเจคส่วนตัวบ้าง
ไม่ใช่กดดันตัวเองว่าต้องทำแต่งานลูกค้าแล้วค่อยทำงานส่วนตัวทีหลัง
(ก็การกดดันตัวเองแบบนี้แหละ สาเหตุหนึ่งของการแช่แข็งตัวเอง)
 
หลังจากปรับมาเป็นแบบนี้ ชีวิตมันก็ดีขึ้น
ผมได้ทั้งงานรับจ้าง ได้ทั้งงานหล่อเลี้ยงจิตใจ
หรือบางทีงานลูกค้านี่แหละที่หล่อเลี้ยงใจได้ ถ้ามันสนุกและมาในจำนวนกำลังดี
 
 
และถ้ามาทบทวนอีกที
ด้านที่ดีและคุ้มค่ามาก ๆ ที่ผมได้ทำงานแต่งมา 30 กว่างานตลอด 4 ปีนี้คือ
ผมได้วาดเรื่องราวของผู้คนหลายหลายรูปแบบไงครับ
 
แม้ตอนจบที่อาจจะเหมือนกันคือได้แต่งงาน
แต่กว่าจะมาถึงตอนจบมันไม่เหมือนกันครับ
 
หลากหลายอาชีพที่ผมได้วาด
หลากหลายความคิดอ่านของคู่บ่าวสาว
คล้ายกันบ้าง ต่างกันบ้าง แหวกแนวบ้าง
 
แต่มันก็ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ซึมซับอยู่ในหัว
เป็นแรงบันดาลใจที่ต่อยอดสู่งานส่วนตัวของผมไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอนครับ
 
 
---------------
 
4
 
พอผมตัดสินใจให้เวลากับการวาดเล่นอย่างเต็มที่มากขึ้น
ผมก็คิดต่อว่า ผมไม่เห็นต้องกั๊กสกิลการวาดให้ด้อยกว่างานลูกค้าเลย
 
สารภาพว่าปีก่อน ๆ ผมคิดงี้จริง ๆ ครับ
คิดว่าถ้าทำงานลูกค้ายังไม่เสร็จ ห้ามวาดงานส่วนตัวให้ดูดีกว่า
หรือไม่โพสเลยยิ่งดี เพราะกลัวโดนด่าว่าทำไมวาดเล่นดีกว่าวาดให้ลูกค้าน่ะ
 
และไอ้ความคิดแบบนี้แหละ ที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองผมเอง
เพราะฝีมือแทบจะหยุดนิ่งในช่วงที่มีแต่งานลูกค้าท่วมท้น
คืองานอะได้มาตรฐานเดิม แต่มันไม่ได้ก้าวสู่โลกใหม่ ๆ บ้างเลย
 
ดังนั้น หลังจากนี้ วาดเล่นก็เอาให้เต็มที่สิ
แล้วก็ไม่ใช่ว่ากดดันตัวเองว่าต้องให้เลิศ ให้พิเศษซะทุกภาพนะ
(ความคิดแบบนี้ก็บล็อกอิสระในการวาดเล่นเช่นกัน)
 
ผมเลยลองวาดอะไรที่มันเพลิดเพลิน
แต่ก็แบ่งปันมุมมองตัวเองให้คนอื่นบ้าง
และได้ฝึกฝีมือตัวเองไปด้วย
 
และแล้วก็ได้ออกมาหลายอย่าง
โดยมีอันที่ใหญ่ที่สุดในช่วงนี้คือ
 
 
"โคค่อนต่อนยอน"
 

 
ดูแบบเฟสบุ๊คได้ที่นี่ครับ -- โคค่อนต่อนยอน @ facebook
 
หรือแบบที่ exteen ก็มีอัพไว้แล้วดังนี้
 
แม้ว่าจะไม่สามารถทำตามแผนเดิมที่โพสทุกวันในเดือนมิถุนายนได้
แต่การที่วาดมาได้กว่าสิบภาพในช่วงเดือนนึง และยังทยอยทำต่อจนถึงตอนนี้ได้
ผมได้ประสบการณ์ในการวาดและลงสีในคอมอย่างมากมายเลยล่ะครับ
 
เพราะพอย้อนกลับไปดูที่ภาพแรกจนมาถึงภาพหลัง ๆ
ผมรู้สึกว่าผมได้มีการเติบโตในหลาย ๆ อย่างระหว่างหมายเลขที่เพิ่มขึ้น
โทนสีใหม่ ๆ มากมายที่ได้ระหว่างวาดเล่น
การวาดแบบเร็วที่ยังมีคุณภาพ จำกัดเวลาไว้ที่หนึ่ง ชม.
(ซึ่งปกติผมเป็นคนวาดช้าและจุกจิก จับจดแต่ละภาพเป็นวัน ๆ มากกว่า)
 
เรียกได้ว่าการวาดเล่นซีรี่ส์นี้ ช่วยเปิดโลกใหม่ในการวาดเล่นของผมเลยครับ
 
 
การวาดเล่นอันนี้ แม้ว่าจะวาดในช่วงที่ผมควรจะไปเริ่มทำผลงานรวมเล่มและงานอื่น ๆ แล้ว
แต่ผมก็เลือกที่จะไม่พลาดแบบเดิม ๆ ด้วยการแช่แข็งตัวเอง
โดยการมาวาดเล่นให้เต็มที่ ... แล้วให้มันเป็นพื้นฐานกับงานหลักนี่แหละ
 
 
การตัดเส้นในคอมแบบใหม่ที่เป็นเส้นฟุ้ง ๆ แบบวาดไวไม่ต้องเก็บเนี้ยบแถมยังได้ฟิล
แม้ว่าจะยังสู้เส้นดินสอไม่ได้ในหลายเรื่อง แต่มันทดแทนด้วยความไวอย่างมาก
เหมาะกับการที่เน้นความเร็วและแก้ไขได้ง่าย
 
การลงสีแบบที่ปล่อยให้เลอะ ๆ บ้าง แต่เลือกสีให้เหมาะสม เข้าใจในเรื่องแสงกับคู่สี
เมื่อผนวกกับการเปิดโอกาสได้ลองสีใหม่ ๆ ที่เล่นบรรยากาศฟุ้ง ๆ แบบสีน้ำได้
ทำให้ผมคิดว่าถ้าผมกลับไปเล่นสีน้ำใหม่ ผมน่าจะข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ได้มากเลยล่ะ
 
 
สรุปคือ ... วาดเล่นต่อนยอนเนี่ย
 
"โคตรคุ้มเลยให้ตาย"
 
 
 
-------------------
 
ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า
ไม่ว่าจะเป็นงานหลัก งานรอง หรืองานวาดเล่น
มันก็ล้วนแต่ทำให้เราเติบโตขึ้น
 
จะมัวแต่กังวลอยู่ใย
จะมัวแต่แคร์ความคิดคนอื่นอยู่ใย
 
อยากวาด ก็วาดไปเลย!
 
 
ขอแค่งานหลักมันทัน งานหลักไม่เสีย
 
วาดเล่นนี่แหละ
 
ที่ทำให้เราได้ก้าวอย่างต่อเนื่อง
 
 
และก้าวต่อไปได้ครับ
 
 
 
------------------------------
 
ขอจบการแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองของผมแต่เพียงเท่านี้ครับ
เรื่องของผมอาจดูเป็นคนคิดมาก(มาก)ไปหน่อย ผมก็เป็นแบบนี้แหละ
 
ใครอยากเสริมอะไรก็พูดคุยได้นะครับ มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลย
 

Comment

Comment:

Tweet

อย่างเนี้ยบเลยค่ะ
คาสิโนออนไลน์
holiday palace
royal1688

#14 By gift (123.254.107.229|123.254.107.229) on 2015-09-15 14:27

ชอบอ่ะ ขอบคุณนะคะ
gclub

#13 By pammy (180.183.195.41|180.183.195.41) on 2015-08-22 03:45

ใช่เลยค่ะ
เราอยากวาดในสิ่งที่อยาก แต่งานย่อมเป็นงาน และมักออกไปนอกสิ่งที่เราฝันไว้เสมอ(ฮา) และพอกลับมาคิด มันทำให้เราวาดได้หลากหลายมากขึ้น มองว่ามันเป็นการพัฒนา ก็ได้ความสนุกแบบนึงคะ big smile

#11 By DMเดียมี่ on 2013-08-21 15:43

love the concept..

#10 By Hannah Larue on 2013-08-04 19:12

Work Hard Play Hard สินะ Hot! Hot!

#9 By fonnie0116 on 2013-08-02 18:09

"วาดเล่นนี่แหละ
ที่ทำให้เราได้ก้าวอย่างต่อเนื่อง
และก้าวต่อไปได้ครับ"
ชอบตรงนี้นี่แหล่ะ Hot!

#8 By kohdrowing on 2013-07-31 10:25

Hot!  เราก็ไม่ได้วาดเล่นมานานเพราะงานการ 
พอได้มาวาดเล่นแล้วสนุกเลย
เจอ Tool ที่ถูกใจด้วยมั้งbig smile

#7 By เมพหมี shakri on 2013-07-31 10:15

Hot! Hot! Hot!
ไม่ได้กดดาวมานานแล้ว อิ๊ซซซ

#6 By Zairen_Parodyme. on 2013-07-30 21:31

@born-to-b-bear ทางนั้นมีภาระความรับผิดชอบก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ แค่ยังมีวาดบ้างก็ถือว่าดีแล้วนะครับ (ผมสิทำงานที่บ้านเต็มเวลา ไม่มีข้ออ้างละ)
@kwanrapee  ช่าย เห็นข้อดีเลยล่ะ

#5 By โคค่อน on 2013-07-30 21:01

เสพติดงานวาดเล่นแล้วล่ะจิ ฮี่ๆๆๆ XD Hot!

#4 By Kwanrapee on 2013-07-30 20:21

ของผมก็เหมือนกันมีอะไรที่ัยังอยากวาดอยู่เยอะเลย แต่ติดที่เวลาเลี้ยงลูกอะดิ แล้วก็เป็นพนักงานประจำอีก
ช่วงหลังๆเลยได้แค่วาดเป็นการ์ตูน 1 ช่อง(ทำตอนรอรับภรรยากลับบ้านด้วยกัน) อยากกลับมาวาดเป็นตอนๆเหมือนเคยแต่คงต้องรอจัดสรรเวลาให้ดีกว่านี้ก่อนอะครับ  
ปล ไงผมก็ติดตามผลงานอยู่นะครับ  Hot! Hot!

#3 By Born to be bear on 2013-07-30 16:53

@maew-rs ดีแล้วครับที่มีจดหรือวาดเก็บไว้ สิ่งที่คิดตอนเด็ก ๆ ถึงเอามาใช้ตามเป๊ะ ๆ ไม่ได้แต่ก็มีหลายอย่างที่เราในตอนที่โตขึ้นคิดไม่ได้หรือไม่ได้คิดนะ
แล้วมันก็จะไม่มีวันตีบตันเลย กับไอเดีย confused smile

#2 By โคค่อน on 2013-07-30 16:10

อ่านหัวข้อแรกแล้วเหมือนตัวเองในตอนนี้เลยค่ะ
ช่วงนี้นึกเอาออริเก่าที่เคยวาดสมัยม.1ม.2 (หรือป.6ก็ไม่แน่ใจ)
เอามาดีไซน์ใหม่ ผลปรากฎว่า...พล็อตเรื่องใหม่ๆขึ้นมาในหัวเต็มไปหมดเลยค่ะ open-mounthed smile Hot!

#1 By Maew : แหมว on 2013-07-30 16:07