DIARY-Comments

วันนี้ขออู้งานเรียนเพื่อพักใจสักหน่อย (ทั้งๆที่ตอนกลับบ้านตั้งใจจะทำแท้ๆ ไว้พรุ่งนี้เช้าแล้วกัน)

ผมจะมาเล่าเรื่องที่เคยคิดจะเล่านานแล้ว แต่มันสยองเกินไปเลยลังเลอยู่นาน

แต่วันนี้เกิดอารมณ์บ้าได้ที่จากการเรียนและแรงกดดันในการเลือกธีสิส

เลยจะมาเปรียบเทียบสิ่งที่สามารถเปรียบกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

การเขียนการ์ตูน VS การออกแบบงานภูมิสถาปัตยกรรม

ตอนที่ 1

...

หมายเหตุ : ถึงผมยังเรียนไม่จบ แต่คิดว่าหลักการนี้มันน่าจะอธิบายได้ในตอนที่ยังเรียนอยู่นี่แหละ

และอาจจะมีการเข้าใจและอธิบายคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ต้องขออภัย เอาเป็นว่าผมเข้าใจแบบนี้อะอาจารย์

และที่ผมเน้นว่าภูมิสถาปัตย์ เพราะว่าบางอย่างอาจต่างจากถาปัต เลยไม่ขออ้างอิงชื่อคณะแล้วกัน

__________

1 . PROGRAM & SITE =โครงเรื่อง และ สถานที่(+ตัวละคร)ของเรื่อง

PROGRAM คือโจทย์ของโครงการ ว่าเราจะทำโครงการประเภทไหน

หากเทียบกับการ์ตูนแล้ว มันก็คงเป็นโครงเรื่องแหละนะ

SITE คือพื้นที่ตั้งของโครงการ ว่าเราจะเอาโครงการนี้ไปวางบนที่ไหน

หากเทียบกับการ์ตูนแล้ว ผมขอเทียบเป็นทั้งสถานที่และตัวละคร

...

การตั้งโจทย์นั้น เราจะต้องรู้ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร เป้าหมายคืออะไร

ต้องรู้อย่างชัดเจนและยึดมั่นไว้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

มันก็เหมือนกับเวลาเขียนการ์ตูน เราก็ต้องรู้ว่าเราเขียนเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร

ถ้าอยากจะให้ได้สาระ มันก็ต้องได้สาระ ไม่ใช่มัวแต่รั่วจนเละ

ในขณะเดียวกัน ถ้าจะเขียนเพื่อให้ตลก ก็ต้องตลกได้จริงๆ

ไม่ใช่ว่ามันกร่อยแล้วแก้ตัวว่าจงใจให้มุขแป็ก

...

SITE แต่ละแห่งย่อมมีความแตกต่างกัน ดังนั้นย่อมมีบริบทที่แตกต่างกัน

ดังนั้นโครงการที่ดีย่อมต้องออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับโครงการนั้น

งานภูมิสถาปัตยกรรมไม่ใช่อาคารที่จะตั้งที่ไหนของโลกก็ได้ (ที่จริงอาคารบางอันยังต้องเฉพาะที่เลย)

เพราะงานภูมิสถาปัตยกรรมนั้นคือการจัดการกับที่ดิน(ขอโทษครับอาจารย์ถ้าผมเข้าใจผิด)

ถ้าเอะอะอะไรก็ลอกงานเมืองนอกมาวางเอาดื้อๆ มันจะได้แค่เป็นของโหล และเผลอๆจะไปไม่รอดกับพื้นที่

ตัวละครกับสถานที่ของเรื่องก็เช่นกัน แต่ละอันย่อมมีความแตกต่างกันไป

หากแต่งเรื่องโดยไม่สนใจว่าตัวละครกับสถานที่จะเป็นยังไง เอะอะก็จะยัดแม่พิมพ์โครงเรื่องตลาดๆเข้าไป

มันก็ไม่พัฒนา เป็นงานตลาดที่เป็นโคลนนิ่งให้อ่านกันซ้ำซากต่อไป

...

ดังนั้นจึงนำไปสู่เรื่องความจำเป็นของการที่เราต้องทำ SITE ANALYSIS นั่นเอง

__________

 

2. SITE ANALYSIS = การทำความเข้าใจตัวละครและฉากของเรื่อง

อาจารย์มักจะบอกไว้เสมอว่า

SITE ANALYSIS ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลมารวมไว้เฉยๆ แต่ต้องวิเคราะห์ด้วยถึงจะใช่

เพราะถึงจะรู้ว่าที่ตรงนั้นเป็นอะไรมีอะไร มีสภาพอย่างไร

แต่ถ้าพอรวมเสร็จแล้วออกแบบงานเลยโดยไม่ได้สนใจสิ่งที่เก็บข้อมูลมา

แล้วจะหาข้อมูลไปทำซากอะไรล่ะ

ดังนั้นเราควรจะมาวิเคราะห์ว่า เพราะมันเป็นแบบนี้ มีปัญหาแบบนี้ จึงต้องทำแบบนี้ ด้วยวิธีนี้ ...

แบบนี้สิถึงจะเรียกว่า SITE ANALYSIS

(พูดซะดิบดีแต่ผมก็ยอมรับนะว่าผมเองก็ยังทำไม่เป็นเท่าที่อาจารย์ต้องการหรอก)

...

แล้วมันเกี่ยวกับการ์ตูนตรงไหนหรอ?

หากเปรียบตัวละครกับฉากอันเป็นสิ่งที่เฉพาะตัวเหมือนกับSITE

ดังนั้นถ้าเราอุตส่าห์คิดชื่อตัวละครและักายภาพเสียหรูหรา แล้วก็สร้างสถานที่ที่อลังการ

แต่สุดท้ายแล้วถ้าเขียนเนื้อเรื่องออกมาเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกันหมดทั้งๆที่ตัวละครและสถานที่ต่างกัน

แล้วจะบรรจงสร้างตัวละครและฉากหรูมาเพื่ออะไรล่ะ หรือว่าคุณค่าของมันเป็นแค่คาแรคเตอร์ดีไซน์ครับ

อุตส่าห์ได้วัตถุดิบดีๆทั้งที น่าจะเข้าใจมันและสร้างความเฉพาะตัวให้กับเรื่องได้มากกว่านี้สิ

อย่างเช่นถ้าเรารู้ว่านี่คือนักเรียนไทย อยู่ในเมืองไทย เราก็น่าจะเข้าใจว่ามันควรจะเกิดอะไรขึ้น

ไม่ใช่ออกมาเป็นตัวละครที่มีแค่ชื่อไทย แต่หัวใจต่างด้าวเต็มร้อยไปเสียงั้น

...

(เพิ่ม) แล้วอย่างเช่นการบอกว่าตัวละครนั้นมีจิตผิดปกติอะไรสักอย่าง

ถ้าเอาแค่ระบุไว้เหมือนจะให้เท่ แต่เขียนไปโดยไม่เข้าใจว่าคนแบบนั้นเขาจะทำอย่างไร

มันก็เหมือนเป็นแค่เอาแค่ชื่อมาอ้างนั่นแหละครับ

และโครงเรื่องก็จะไม่ได้สัมพันธ์กับสิ่งที่ตัวละครนั้นเป็นด้วย

(ดังนั้นไม่ว่าจะสร้างเงื่อนไขอะไรยากลงไป รับผิดชอบสิ่งที่บอกไปด้วย ไม่ใช่แค่กล่าวลอยๆ)

...

การที่เรารู้จักว่าตัวละครเราเป็นอะไร มีเบื้องลึกอย่างไร ขอให้ทำความเข้าใจกับมัน และดึงจุดนั้นให้คุ้ม

การที่เรารู้จักว่าสถานที่ในเรื่องเป็นที่ไหน มีบริบททางกายภาพและสังคมอย่างไร ก็ขอให้จริงจังกับมันด้วย

เพราะ Site Analysis เอ้ย การทำความเข้าใจตัวละครกับสถานที่นี่แหละ

เป็นต้นกำเนิดของเอกลักษณ์ในตัวงานแต่ละชิ้นของคุณเลยล่ะ

ย้ำว่างานแต่ละชิ้น

เพราะถ้าคุณเขียนอะไรซ้ำซาก

ถึงคุณมีลายเส้นเอกลักษณ์ แต่นานๆไปมันก็จะตายด้านครับ

__________

 

3. USER ANALYSIS = คุณเขียนให้ใครอ่าน

เรื่องนี้ผมยังวิเคราะห์ไม่เก่งเท่าเพื่อนบางคน ดังนั้นขอไม่เน้นมาก

แต่เอาเป็นว่า มันก็เหมือนกับการ์ตูนจริงๆเลยให้ตายสิ

การออกแบบงานภูมิสถาปัตยกรรม เราก็จะต้องรู้ว่าใครจะมาใช้งานในพื้นที่โครงการของเรา

และเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องรู้เลยล่ะ ไม่งั้นเราจะออกแบบงานที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างไร

เฉกเช่นการ์ตูนก็เหมือนกัน อยากให้รู้ตัวเสมอว่าเราเขียนให้ใครอ่าน

สิ่งที่เป็นจุดร่วมของงานต่างๆเหล่านี้คือลูกค้าครับ

...

ถ้าเป็นภูมิสถาปัตยกรรม คุณกำลังออกแบบให้ใคร

ออกแบบสวนบ้านให้ตัวเอง ออกแบบให้เพื่อน หรือออกแบบให้ชุมชน

ถ้าเป็นการ์ตูนล่ะ คุณเขียนสนองNEEDตัวเอง สนองNEEDเพื่อน หรือเขียนงานออกมาให้สังคมรับรู้

ผมว่ามันต่างกันเลยนะครับ กับงานที่ต่างเสกลแบบนี้

...

ถ้าเป็นงานส่วนตัว คุณสามารถอ้างได้ว่าก็คุณชอบคุณเลยทำแบบนี้ มันหนักหัวใครไหม

แต่พอออกมาข้างนอกอีักนิด ถ้าคุณทำงานให้คนอื่นเป็นรายคน คุณก็ต้องเข้าใจว่าเขาชอบอะไรใช่ไหม

ยิ่งถ้าเป็นงานสาธารณะที่ต้องการให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงงานได้ การทำแค่สนองNEEDตัวเองอาจไม่พอ

...

ใช่ครับ ถึงเป็นงานสาธารณะ คุณก็สามารถทำตามความชอบของตัวเองได้

แต่ถ้าคุณทำออกมาโดยไม่เข้าใจว่าคนอื่นเขาต้องการอะไร เขารู้สึกดีกับงานแบบไหน

ก็จงทำใจ...หากเขาไม่มาใช้สอยพื้นที่ที่คุณออกแบบ

ก็จงทำใจ...หากเขาไม่อ่านงานของคุณ

...

สำหรับรสนิยมของคนอ่าน มันก็คงอยู่ในหัวข้อนี้แหละมั้ง

ผมยังมีความเชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจในแนวทางของเรา

ขอแค่เราสามารถตอบสนองลูกค้าที่เราตั้งเป้าหมายไว้ก็พอแล้วครับ

__________

 

วันนี้เอาแค่สามข้อก่ิอนแล้วกัน พิมพ์ไปพิมพ์มาห้าทุ่มแหล่ว ยังไม่ได้ทำงานเลย

ถึงเสียเวลากับตรงนี้แต่ก็ไม่น่าจะสูญเปล่านะ

หวังว่าหลักการจากคนที่อาจอ่อนด้อยกับการเรียนภาควิชานี้

จะพอมีอะไรที่เป็นแนวทางให้เพื่อนๆได้บ้างครับ

...

ป.ล. ผมไม่ได้ตั้งตัวมาเป็นอาจารย์สอนเขียนการ์ตูนหรอกนะ

ดังนั้นเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อครับ