DIARY-Comments

เรื่อยเปื่อย 2009-11-08

posted on 08 Nov 2009 16:26 by cocon  in DIARY-Comments

เอนทรี่นี้เป็นการคุยแบบเรื่อยเปื่อย ไม่มีประเด็นชัดเจน และไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสนใจ

ใครใคร่อ่านก็อ่าน ใครไม่อยากอ่านก็ไม่จำเป็นต้องฝืน

 

เรื่อยเปื่อย

ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552

 

------------------------------------------------

 

-1-

 

ผมเคยกังวลว่าการตั้งเอนทรี่บ่นนั้นเป็นสิ่งที่น่ารำคาญสำหรับคนที่ตามบล็อกของผม

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมก็พบว่าการที่นาน ๆ ทีบ่นแล้วบ่นย้อนหลังทั้งหมด

ก็ทำให้คนบางคนทำเหมือนผมเป็นคนป่วย แล้วทำให้ผมยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม

ทางออกจึงไม่ใช่การกลับไปเก็บกดอีกครั้ง 

แต่เป็นการเล่าความรู้สึกอย่างสม่ำเสมอ จนมันเป็นเรื่องปกติ

แล้วก็ลองหาอะไรสนุก ๆ ให้กับชีวิตบ้าง

จะได้อัพบล็อกที่สดใสจากใจได้จริง ๆ

 

------------------------------------------------

 

-2-

 

การทำสีน้ำมันเป็นเรื่องของความพอดีที่กะได้ยากที่สุดอย่างหนึ่ง

ในภาพล่าสุด ช่วงแรกนั้นผมลงสีออกมาเข้มเกินไปจนจะแก้ทีหลังก็ไม่ได้

ดังนั้นก็เลยทำให้ในส่วนต่อไปผมก็ลงสีจางลงจากเดิม

แต่ผลก็ทำให้ภาพดูจืด ๆ แล้วงานดูไม่เสร็จสักที

เห็นภาพแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าจะลงทับต่อไป คือจะหยุดแต่เพียงเท่านี้

 

สีน้ำมัน undo ไม่ได้

แล้วไปปรับ level เพิ่ม contrast เอาเองทีหลังไม่ได้

 

นี่สินะ ... งานสมัยนี้เขาถึงไปทำคอมกันหมด

แต่นั่นแหละนะ ... ที่ทำให้งานสีน้ำมีคุณค่าทางการสะสมมากกว่า CG 

 

------------------------------------------------

 

-3-

 

เดือนก่อนนั้น ผมเคยทำงานอยู่ที่บ้านจนเก็บกด

เดือนถัดมาผมออกจากบ้านมากขึ้น ลองเปลี่ยนไปทำงานข้างนอกบ้างขึ้น

วิถีชีวิตก็ดีขึ้น ทำงานออกมาได้มากขึ้น

แต่ไม่รู้ว่าไปเบียดเบียนคนอื่นมากแค่ไหน

 

แม้ว่าตัวเองต้องการสังคมมากแค่ไหน

แต่ท้ายสุดแล้วที่ซึ่งผมอยู่แล้วสบายใจที่สุด

กลับเป็นที่ห้องนอนที่ไม่มีคอม มีแค่หนังสือให้อ่านตอนพักจากงาน

มันสงบ มันเงียบ และเราอยู่กับตัวเอง

และได้ทบทวนตัวเอง

 

------------------------------------------------

 

-4-

 

ที่ผ่านมาผมจะพยายามคิดว่า คนอื่นกำลังไม่พอใจเราแต่เกรงใจที่จะบอกหรือไม่

น่าจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้แล้วไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างมันเรียบร้อยดี

แต่ตอนนี้ก็เริ่มคิดได้ว่า ทุกคนคงมีเหตุผลของตัวเองที่จะบอกหรือไม่บอกอะไร

ผมก็ควรจะเคารพสิทธิ์นั้น โดยการรู้เท่าที่ควรจะรู้

อะไรที่คนอื่นไม่อยากให้เรารู้ก็ช่างมัน

จะไปขวนขวายหาความทุกข์เข้าตัวทำไม

 

------------------------------------------------

 

-5-

 

น่าแปลก

พออัพเอนทรี่บ่นกลับทำให้มีคนเข้ามาดูมากกว่าตอนอัพการ์ตูนเสียอีก

แถมค่า Feed Subscribers กลับเพิ่มขึ้น

มันหมายความว่าอย่างไรนะ

 

------------------------------------------------

 

-6-

 

ช่วงพักจากงาน ลองย้อนกลับไปเอนทรี่เก่า ๆ 

ก็พบว่าตัวเองนั้นเขียนอะไรจริงจังไว้เยอะเอาการแฮะ

เป็นการทบทวนอุดมการณ์ของตัวเอง ยามที่มีปัจจัยภายนอกทำให้หวาดหวั่น

เมื่อปี 2007 ...

- การไปสู่เป้าหมาย... จำเป็นต้องวิ่งตามคนอื่นงั้นหรือ

- ระบบการศึกษาที่ทำให้วันๆมีแต่เรียนกับงาน มันดีต่อเด็กจริงหรือ

เมื่อปี 2008 ... 

- ตัวเองเท่านั้น ที่สามารถตัดสินใจเลือกหนทางชีวิตให้ตัวเอง

- คนรอบตัวพวกเรากำลังจิตป่วย เราต้องช่วยหรือเขาต้องเข้มแข็ง

แต่ในปีนี้ก็ไม่มีอะไรแบบนี้เท่าไหร่แล้ว

 

ไม่ใช่เพราะปัญหาหายไป

แต่คงเพราะเราทำใจและเฉยชากับหลายสิ่งรอบตัวมากขึ้น

 

สมัยเด็กเป็นช่วงที่อยากให้ทุกคนเข้าใจตัวเรา

แต่ในตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกว่า เรื่องแบบนี้มันก็นานาจิตตัง

ใครจะคิดอะไร จะทำอะไรก็เรื่องของเขา

 

ตอนนี้หวังเพียงแค่

อย่ามาระรานอุดมการณ์ชีวิตของผม ... ก็พอ

 

------------------------------------------------

 

-7-

 

ผมเป็นคนที่สนใจการการรับข่าวสารและสิ่งที่ผมสนใจอย่างมากมาย

และผมก็อยากมีคนที่ผมสามารถเล่าได้อย่างเต็มที่

รับฟังและโต้ตอบอย่างเต็มใจ ไม่ฝืนใจ

แต่เอาเข้าจริงจะมีสักกี่คนเชียวที่จะอยากฟังเราเล่าจริง ๆ

 

โลกอินเตอร์เน็ตจึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการหาคนที่มีความสนใจร่วมกัน

 

และทำให้พบว่า เราไม่ได้ตัวคนเดียว

 

------------------------------------------------

 

-8-

 

ผมอยากเป็นทั้งรุ่นน้องที่ดี

และอยากเป็นรุ่นพี่ที่ดี

 

ผมคิดว่าตอนนี้ผมเป็นรุ่นพี่ที่ดีให้กับน้องหลายคนแล้ว

แต่ผมจะเป็นรุ่นน้องที่ดีให้กับอีกหลายคนได้หรือไม่ ก็ต้องพยายามต่อไป

 

------------------------------------------------

 

-9-

 

ตอนประถม ผมเคยจะเป็นจะตายกับการโดนคนบางคนชักจูงคนอื่นให้รวมกันแกล้งผม

และทำให้ผมรู้สึกว่าผมมันตัวคนเดียว ไม่มีใครอยากเป็นพวก

จนผมคิดที่จะลบความทรงจำในตอนนั้นออกจากชีวิต จนถึงบัดนี้

หารู้ไม่ว่า ในช่วงเวลานั้นอาจจะมีความทรงจำดี ๆ ที่เรามองข้ามไปเพราะความแย่เบียดบัง 

 

ตอนพึ่งจบมัธยม ผมเคยจะเป็นตายกับการโดนรุ่นพี่คนหนึ่งแบนในบอร์ดแห่งหนึ่ง

ผมเคยคิดว่าบอร์ดนั้นคือสิ่งเดียวในชีวิต ถ้าเราโดนแบนที่นั่น เราคงไม่สามารถอยู่รอดได้อีก

แต่ไป ๆ มา ๆ คนที่มีปัญหากับผมก็หายไปจากบอร์ด แล้วผมก็ยังอยู่ต่อไป

และในเวลาถัดมา ผมก็พบว่ายังมีอีกหลายสังคมทางอินเตอร์เน็ตที่ดีกว่านี้

และคนในบอร์ดเดียวกันก็มีคนดี ๆ ที่เราไม่ควรมองข้าม

 

จนกระทั่งเมื่อผมมีปัญหากับคนบางคนในบอร์ดแห่งนั้น

ผมก็เดินออกจากบอร์ดนั้นได้อย่างไม่เหลือเยื่อใย

และไม่คิดจะเยือนกลับไปอีกเลย

แต่นั่น ก็ทำให้ผมเสียโอกาสในการคุยกับเพื่อนอีกหลายคนที่ยังอยู่ที่นั่น

 

มาคิดดูในตอนนี้

ที่ผ่านมา ผมมักจะเอาสิ่งที่แย่ที่สุดในสังคมที่ผมอยู่

เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินความรู้สึกที่มีต่อที่นั่น

ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลยกับคนที่เหลือที่เราไม่ได้มีปัญหาด้วย

 

ทำไม ผมจต้องเอาสิ่งที่แย่มาบดบังสิ่งที่ดี

เอาความเกลียดชังมาบังความรักและความห่วงใยกับคนที่เหลืออยู่

 

หลังจากนี้ ผมจะพยายามมองโลกในแง่ดีอย่างถ่องแท้มากขึ้น

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีปัญหาเกิดขึ้นก็ตาม

แต่ถ้ามีอีก ผมควรจะหันไปมองสิ่งที่ดีที่ยังมีอยู่

มากกว่าจะเป็นจะตายกับสิ่งที่แย่แล้วมีแต่เหยียบย่ำเรา

 

 

------------------------------------------------

 

-10-

 

แม้ว่าการอัพเอนทรี่แบบนี้จะเสียเวลาถึงหนึ่งชั่วโมง

แต่หลังจากคำนวณแล้ว ก็ดีกว่าเก็บกดนั่งเครียดไปครึ่งวันอย่างที่เคยเป็น

 

ควรเลิกการเก็บกดเอาเองคนเดียวเสียที

อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีคนรับฟังที่ดีอยู่

และถึงจะมีสิ่งที่แสลงใจ ก็หันกลับไปดูข้อ 9 ของวันนี้

 

ไม่เป็นจะต้องเอาสิ่งที่แย่เพียงนิดเดียว

มาทำให้เสียความรู้สึก

 

ของแบบนี้คงต้องฝึกกันไป

แม้ตอนนี้ใจเราบอบบาง แต่มันก็คงพัฒนากันได้

 

เตือนตัวเองต่อไป

 

 

------------------------------------------------

 

-11-

 

ผมไม่รู้ว่าผมชอบเลข 11 ตั้งแต่เมื่อไหร่

และมันจะมีนัยยะสำคัญกับชีวิตผมแค่ไหน

แต่รู้ว่าเลขนี้ ทำให้ผมสามารถแต่งเรื่องออริของตัวเองได้เรื่องหนึ่งแล้ว

และเก็บไว้ในโหลดอง รอโอกาสในการเขียนต่อไป

 

 

------------------------------------------------

 

พอแค่นี้ดีกว่า เพราะจะได้มี 11 ข้อ

ระบายเสร็จแล้ว ไปทำงานต่อ

 

 

ปล.

ถ้ารักและห่วงผมจริง

โปรดอย่าทำผมเหมือนเป็นคนป่วย ผมไม่ชอบ

 

ปล.2

ตอนแรกก็กดดันกับการเขียนเอนทรี่แบบนี้แฮะ

แต่จะลองทำต่อไป จะได้ฝึกการเปิดเผยความรู้สึกในใจบ้าง