PHOTOS-Domestics

เกริ่นนำ
 
 
ถ้าใครยังจำกันได้ บล็อกแห่งนี้เคยมีช่วงที่อัพภาพถ่ายอยู่มากมาย
ทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่ละครั้งก็อัพต่อเนื่องหลายตอน
แต่ด้วยช่วงหลังผมแทบไม่มีเวลา และภาพก็เยอะเกินจนถอดใจ
ผมเลยว่างเว้นจากการอัพบล็อกท่องเที่ยวอยู่นาน
 
ชุดภาพถ่ายที่จะให้ดูในวันนี้ มาจากการเที่ยวครั้งแรกในปีนี้ของผม 
ในขณะเดียวกันก็เป็นการเดินทางไกลนอก กทม. ด้วยตัวเองเป็นครั้งที่ 2 ของผมด้วยครับ
(ครั้งแรกคือที่มหาลัย-ท่าฉลอม อันนี้เดี๋ยวไว้เอามาอัพอีกทีครับ)
ซึ่งเป้าหมายของการมาเที่ยวในครั้งนี้ คือการปลดปล่อยตัวเองหลังจากที่ยุ่งมาตลอดทั้งปี
ไปยังที่ซึ่งให้บรรยากาศของการพักผ่อน แต่ก็มีเกร็ดวัฒนธรรมให้ดื่มด่ำด้วยเช่นกันครับ
 
ผมเองซึ่งมีความสนใจที่จะเที่ยวเมืองแบบเจาะลึกอยู่แล้ว
รู้สึกว่าต้องเที่ยวเองแหละสนุกที่สุดโดยที่ไม่ต้องเกรงใจใคร
มีอิสระที่จะเฝ้ามองสิ่งรอบตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 
และการที่เราไปคนเดียว ทำให้สามารถซึมซับโลกรอบตัวได้อย่างเต็มที่ด้วย
 
นอกจากนี้สถานที่ที่ผมไปในครั้งนี้ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอยู่แล้ว
เลยลดความประหม่าที่เกิดจากการอยู่ผิดที่ผิดทางได้บ้าง (ไม่ใช่มีแต่เราที่มาเที่ยวไง)
อีกทั้งอัธยาศัยของผู้คนที่ผมพบพานที่นี่ก็ดีทั้งนั้น ทำให้ยิ้มและอิ่มใจได้ทั้งวันจริง ๆ ครับ
 
เกริ่นมานานแล้ว ขอเริ่มเข้าสู่ของช่วงภาพถ่ายเลยนะครับ
 
 
------------
 
 

 

ยามเช้า ณ นครปฐม
 
ประมาณแปดโมงเช้ากว่า ๆ แสงอาทิตย์ยังอ่อนโยนอยู่บ้าง
ตัวเมืองนครปฐมเต็มด้วยความคึกคักของผู้คน และรถที่ขวักไขว่
 
ผมได้มาถึงที่นครปฐมด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกด้วยรถตู้ครับ
ที่จริงแต่เดิมผมตั้งใจว่าอยากจะมาด้วยรถไฟ อยากเที่ยวแบบหวานเย็นน่ะ
แต่พอเช็คตารางรถไฟแล้วมันจะมาถึงช้าเกินไป แถมขากลับก็เย็นเกินไปด้วย
เลยเปลี่ยนเป็นมาด้วยรถตู้แล้วค่อยถ่ายมุมมองจากสถานีรถไฟแทน
 
ซึ่งก็ได้ออกมาเป็นภาพแรกของเอนทรี่นี้นั่นเอง
 
ที่ผมอยากมาถ่ายมุมนี้ให้ได้จนเลือกที่นี่เป็นเป้าหมายแรกของการเที่ยวทางรถไฟ
เพราะภาพเจดีย์ใหญ่ที่มองเห็นจากสถานี มันตราตรึงใจผมตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว
(สมัยที่นั่งรถไฟทางภาคใต้ก็จะเห็นเสมอ พร้อมกลิ่นมูลสุกรครับ)
อีกทั้งตอนตรวจสอบแผนที่ก่อนมา ก็พบการอิงแกนอย่างสวยงามน่ามาดูยิ่งนัก
และพอมาเห็นกับตา ... ก็อิ่มใจดังคาดครับ
 
จากมุมนี้ไปยังเจดีย์สูงใหญ่ เป็นมุมมองด้านทิศใต้
ดังนั้นแสงยามเช้าเลยมาจากทางด้านซ้าย และค่อนข้างย้อนแสงหน่อย
แต่การที่ไม่เห็นเจดีย์ต้องแสงแบบเต็มที่ กลับทำให้ดูนวลตายิ่งกว่า
และทำให้ได้บรรยากาศยามเช้าที่ดูขลังไปอีกแบบครับ
 
 
 
 
----------
 


 
 
สะพานเจริญศรัทธา
 
สถาปัตยกรรมแบบทวารดี
เชื่อมศรัทธาประชาชน จากสถานีรถไฟ...สู่เจดีย์
 
นี่คือความตื่นตาตื่นใจประการที่สอง
หลังจากที่ได้เห็นเจดีย์ผ่านหน้าต่างรถตู้ครับ
 
เนื่องจากที่ผ่านมาเวลามากับครอบครัวก็จะมาโดยรถยนต์ส่วนตัว
นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นสะพานแห่งนี้ ได้เดินผ่าน แวะ และถ่ายรูปแบบไม่ยั้ง
 สะพานช่วงสั้น ๆ แค่นี้ แต่ด้วยที่ตั้ง รูปแบบศิลปะ และประวัติศาสตร์ มันมีค่ามากกว่าที่เห็น
 
สะพานเจริญศรัทธาสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6
(เราจะได้เห็นชื่อท่านอีกมากในจังหวัดนี้ เพราะท่านสร้างอะไรไว้เยอะจริง ๆ)
เพื่อให้ประชาชนใช้ข้ามคลองเจดีย์บูชาระหว่างสถานีรถไฟกับพระปฐมเจดีย์ครับ
 
สภาพแวดล้อมรอบสะพานนี้ก็คล้าย ๆ ย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ แหละ
อาจจะดูรก ๆ หน่อย ป้ายโฆษณาก็ยังเต็มตึกแถว ร่มร้านค้าก็มีอยู่ทั่วไป
แต่มันก็ดูมีชีวิตชีวาดีแหละนะ และก็ไม่ถึงกับบดบังตัวสถาปัตยกรรมสะพานด้วย
 
แต่ก็เพราะว่ารกแหละ ภาพที่ถ่ายออกมาส่วนใหญ่เลยดูเลอะเทอะไปซะมาก
ครั้นจะเอามาให้ดูทุกภาพคงโหลดกันเหนื่อย ในส่วนของบล็อกเลยเลือกมาบางส่วนครับ
อย่างเช่นส่วนของศิลปะบนยอดหอคอยของสะพาน ที่ทำไว้อย่างดีเลย
 
 
รูปศิลปะที่ใช้กับสะพานนี้คือแบบ "ทวารดี"
เป็นชื่อของอาณาจักรที่น่าจะคุ้นเคยกันในวิชาสังคมและประวัติศาสตร์ไทยครับ
 
โดยศิลปะทวารดีเป็นศิลปะดั้งเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่แถวนี้ครับ
รูปแบบจะคล้าย ๆ กับทางขอมหรือลพบุรีแต่ไม่เหมือนซะทีเดียว
ผมเองก็ยังแยกไม่ออกหรอกว่าต่างตรงไหน แต่ก็รู้สึกว่าต่างอยู่นะ
 
ตอนที่ถ่ายอยู่นั้นก็มีนกพิราบอยู่มากมาย ได้ช็อตแปลก ๆ อยู่พอสมควร
แต่ถ้ามองด้วยองค์ประกอบภาพก็ยังไม่สวยเท่าไหร่ เลยไม่ได้เลือกมาอัพน่ะครับ
ส่วนที่เลือกมาอันนี้เห็นว่าตำแหน่งของนกมันพอดิบพอดีเหลือเกิน เด่นจริง ๆ 
 
...
 
นอกจากนกแล้ว มุมมองที่ผสมผสานความเก่าแก่ของสะพาน กับป้ายสมัยใหม่
บางทีมันก็เข้ากันได้ไปอีกแบบดีนะครับ อย่างเช่นแบบในภาพนี้
 
 
เห็นป้ายก็คงจะได้รู้แล้วนะครับว่าสถานีรถไฟไปทางไหน
ที่จริงแถวนี้มีร้านรถเห็นมากมาย ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงเลย
เพียงแต่บรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาจะต่างกันหน่อย
 
พอมาดูภาพย้อนหลังก็เสียดายว่าตอนนั้นน่าจะแวะซื้ออะไรกินเล่นสักหน่อย
แต่ในตอนนั้นผมยังอิ่มจากมื้อเช้าที่กินตุนไว้อยู่เลย
จึงรีบมุ่งหน้าไปสู่พระปฐมเจดีย์ในช่วงที่แสงยามเช้ายังสวยครับ
 
(ก่อนที่อีกไม่กี่ ชม. ผมก็จะหิว และหิวหนักต่อเนื่อง
จนกว่าจะได้กินมื้อเที่ยงก็ตอนบ่ายสองครับ)
 
 
 
 
----------