กรุงเทพฯ เที่ยวด้วยเท้า #1
posted on 06 Jun 2009 17:13 by cocon in PHOTOS-Domestics
กรุงเทพฯ เที่ยวด้วยเท้า
ตอนที่ 1
5 มิถุนายน 2552
8.00 - 11.00
คลองมหานาค - พระบรมรูปทรงม้า - แยกผ่านฟ้าลีลาศ - ถนนราชดำเนินกลาง - ถนนดินสอ
ผมยังเชื่อจนถึงบัดนี้ว่า
การเที่ยวชมย่านในเมืองให้ถึงแก่นนั้น
ต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น
แผนที่การเดินทางในครั้งนี้ (เริ่มต้นที่จุดสีแดงทางด้านบน)
*เส้นทางเดินที่ผมลากไว้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง นี่เขียนเท่าที่จำได้น่ะั
ขอขอบคุณ Longdo map กับแผนที่อันนี้ ที่ช่วยในการวางแผนการเดินทางได้เป็นอย่างดี
การเดินทางครั้งแรกของผมนั้น เริ่มต้นที่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
เพื่อน ๆ อาจแปลกใจว่าทำไมผมไปเริ่มเอาตรงนั้น ที่ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรเลย
ความจริงแล้วผมควรจะเริ่มจากโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านถนนสามเสนเพราะมากับน้องชาย
แต่เดินไปได้สักพักก็ดันปวดท้อง จะหวังพึ่งวัดเบญที่เป็นวัดเป้าหมายก็ท่าจะไม่ไหว
เมื่อดูแผนที่แล้วก็เลยขอเสี่ยงดวงกับวัดที่ไม่ได้คิดจะเข้าตั้งแต่แรกแล้วกัน
แม้ว่าต้องเดินลึกเข้าไปหน่อย แต่ห้องน้ำสะอาดมากมายครับ ประทับใจ
พอออกมาแล้วเห็นตู้บริจาคเลยบริจาคเงินไปเสียหน่อย
หลังจากนั้นก็เริ่มหยิบกล้อง และเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายนอกสถานที่ครั้งแรก
ครั้งแรกที่เริ่มถ่าย ... งงครับ
เลนส์เทเลที่ว่าซูมได้ไกลดีนั้น เอาเข้าจริงแล้วเลยทำให้เป้าหมายหลุดเฟรมง่ายมาก
(ตามที่บอกในเอนทรี่ ข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่าง DSLR กับ compact ที่เขียนไว้เมื่อวาน)
ดังนั้นการจะถ่ายสิ่งที่เคลื่นไหวได้ในตอนนี้คงยังจะยากเกินไป
เลยเริ่มเล็งหาเป้าหมายที่หนีไม่ได้เสียก่อน ... นั่นคืออาคารครับ
ภาพที่ 1
ณ ตอนนี้เลยได้รู้ถึงศักยภาพของการซูมภาพที่มากกว่าที่เคยทำได้
อีกทั้งภาพก็ไม่แตกอีกด้วย เสียแต่ว่าต้องมือนิ่งหน่อยไม่งั้นภาพก็ไหว
วันนี้ฟ้าปิดยิ่งทำให้ถ่ายยากขึ้นไปอีก แต่็จะมองว่าเป็นการฝึกฝนล่ะ
...
ต่อมาผมก็เดินตามเส้นทางในแผนที่มาเรื่อย ๆ
โดยมีเป้าหมายที่คลองมหานาค ที่ซึ่งผมอยากถ่ายรูปมานานแล้ว
เพราะว่าเคยเห็นภาพคลองที่ขนาบด้วยทางเดินเท้า กับตึกแถวสองฝั่ง
แต่ในตอนนั้นผมได้แต่มองจากในรถ เลยอยากลองมาเดินเองบ้าง
เมื่อได้มาถึงแยกเทเวศน์อันเป็นจุดเริ่มของการมายังคลองมหานาค ผมก็พบความจริงที่ว่า
สองข้างทางที่เป็นทางเดินเท้านั้น มีขยะกองอยู่เป็นหย่อม ๆ
รวมทั้งมีพวกรถเก็บของเก่า คนหลากอาชีพที่กำลังวุ่นวายกับงานของตัวเอง
โดยรวมปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสกปรก แต่อยู่ที่ว่าเราเดินถ่ายรูปได้ไม่ค่อยสะดวกนัก
เพราะกลัวว่าจะไปขวางทางเขานั่นเอง (อย่างน้อยก็ต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราคนต่างถิ่น)
แต่ในระหว่างทางนั้น ผมก็ได้พบเป้าหมายที่น่าฝึกฝนที่นี่แล้ว
นั่นคือ ... อีกา
ภาพที่ 2
...
ที่จริงแล้วผมถ่ายไว้หลายรูปมาก
แต่เนื่องจากยังไม่คล่องตัว บางภาพเลยไม่ชัด บางภาพนกก็ท่าไม่สวย
ภาพที่เอามาโพสนี้ความจริงแล้วก็ยังไม่คมชัดเสียทีเดียว แต่อารมณ์มันได้มากที่สุดแล้ว
...ไม่เป็นไร ไว้ฝึกต่อรอบหน้า
เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงสะพานสำหรับคนเดิน เลยลองทดสอบภาพแนวชัดตื้นอีกรอบ
สะพานโค้งที่เต็มไปด้วยลวดลายสวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูปแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง
ภาพที่ 3
...
ที่จริงกะจะถ่ายรูปคนเดินไปมาบนสะพานด้วย
แต่ช่วงนั้นยังงงกับเลนส์เทเลอยู่ จัดภาพยังไม่ค่อยถนัด เลยยังไม่มีภาพที่พอใจ
ไว้ฝึกอีกรอบคราวหน้าเช่นกัน
...
ออกจากแนวคลองมหานาค มาตามถนนราชดำเนินนอก เพื่อมาดูไฮไลต์ของย่านนี้
นั่นคือพระที่นั่งอนันตสมาคม และพระบรมรูปทรงม้า
ภาพที่ 4
...
อันนี้ตู้อะไรก็ไม่รู้อยู่กลางแยก เหมาะแก่การเป็นองค์ประกอบถ่ายภาพดีครับ
...
ต่อไปก็จะเดินทางไปยังวัดเบญล่ะ ระหว่างนั้นก็มีภาพถ่ายรายทางนิดหน่อย
ภาพที่ 5
...
พอมาถึงวัดเบญแล้ว ... ผมก็ต้องถอดใจ เพราะนั่งร้านมันยังไม่ได้เอาออกไปเลย
เห็นตั้งแต่ตอนไปทำบุญเมื่อเดือนก่อนแล้ว คิดว่าจะซอมเสร็จแต่ก็ยังแฮะ
เลยคิดว่าไว้มาถ่ายเอาคราวหลัง เก็บแรงไปเดินส่วนอื่นต่อไปดีกว่า
ระหว่างทางจากตรงนี้ไปยังคลองมหานาคไม่ค่อยมีอะไรน่าถ่ายเท่าไหร่
ที่จริงมีสิ่งที่สวยและน่าถ่ายมาก นั่นคือ "ทำเนียบรัฐบาล"
แต่เนื่องจากเคยรู้ว่าประเทศส่วนใหญ่จะไม่ให้ถ่ายรูปสถานที่สำคัญทางการปกครองแบบนี้
ไม่รู้ว่าในไทยเขามีห้ามไหม แต่พอเห็นตำรวจยืนอยู่ที่สี่แยกเลยคิดว่าไม่เสี่ยงดีกว่า
เดี๋ยวเกิดมีปัญหาขึ้นมาจะพลอยหมดอารมณ์เดินเที่ยวไปก่อน
พอถึงคลองมหานาคแล้ว(ลองเช็คแผนที่ดู มันเป็นคลองที่ผมเดินเลียบไปในช่วงแรก)
ผมก็เล็งเป้าหมายต่อไปคือ "แยกผ่านฟ้าลีลาศ"
ที่นี่ผมเคยมาหลายรอบแล้ว ล่าสุดก็เป็นตอนมาทำรายงานเกี่ยวกับชุมชนป้อมมหากาฬ
แต่ก็ยังเป็นเป้าหมายที่น่ามาถ่ายรูปอยู่ดี เพราะเต็มไปด้วยอาคารสำคัญรายล้อมไปหมด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรูปอาคารเราก็ถ่ายมาเยอะแล้ว วันนี้เป้าหมายถึงเป็นสิ่งอื่นครับ
นั่นคือ "บรรยากาศ"
ภาพที่ 6
...
แถวนี้ดูมีมุมที่น่าสนใจมากมาย ด้วยการเป็นแยกที่เป็นสะพานไปในตัว
จะว่าไปตรงนี้ก็เชื่อมต่อกับแยกป้อมมหากาฬด้วย ถ้าผมอธิบายผิดไปก็ขอโทษด้วยแล้วกัน
...
หลังจากนั้นผมก็เลือกที่จะเดินลัดเลาะไปยัง "วัดสระเกศ" หรือ"ภูเขาทองนั่นแหละ"
แล้วก็พบว่าย่านแถวนั้นเขาทำเกี่ยวกับงานไม้นั่นเอง มีไม้อัดไม้แกะสลักเรียงรายเต็มไปหมด
กะจะถ่ายบรรยากาศแถวนั้นอยู่เหมือนกัน แต่การที่วันนี้ฟ้าปิด และแถวนั้นก็มืด ภาพเลยไหวง่าย
แล้วอยู่นาน ๆ ก็ไม่ได้เพราะแถวนั้นมีแต่คนทำงาน เราเข้าไปก็เป็นสิ่งแปลกปลอมอีก
แบบนี้ทำให้จะถ่ายรูปตรง ๆ ก็ไม่ได้ ด้านไม่พอจริง ๆ
แต่ก็ยังได้ถ่ายบรรยากาศถนนนี้ และรถที่เป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวอันหนึ่ง
นั่นคือ "รถตุ๊กตุ๊ก"
ภาพที่ 7
...
นอกจากนี้ยังมีอีกเป้าหมายหนึ่งที่ยอมให้เราถ่ายรูปโดยง่าย
นั่นคือ "สุนัข" ยังไงล่ะครับ
ภาพที่ 8
ท้องกลมมากมาย นอนอืดเผละจนเป็นเป้านิ่งให้ผมถ่ายรูปได้โดยสะดวก
มีจ้องมาด้วยนะ แต่ก็ไม่ขยับ ไม่รู้เพราะขี้เกียจหรือลุกไม่ได้ (คงเป็นข้อแรกแหละ)
...
หลังจากนั้นผมก็เดินไปจนถึงหน้าภูเขาทอง
ได้แวะพักซื้อไอส์ทีจากร้านหน้าวัด แล้วก็นั่งแปะพักยกเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเดินมา
แถวนั้นรู้สึกว่าสงบดี แต่ก็เงียบเหงาไปหน่อย ซึ่งคนขายน้ำเขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้คนน้อยลง
เห็นว่าเพราะเศราฐกิจไม่ดีนี่แหละ ไม่งั้นคนจะมีมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศแถวนี้ดูอบอุ่นดี
ชาวบ้านคุยกันเองได้น่ารักดี แซวกันบ้างตามประสา
บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนเราก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้
และเนื่องจากผมอยากคงบรรยากาศแบบนี้ไว้
ผมจึงเลือกที่จะไม่เอากล้องไปจ่อถ่ายรูปพวกเขา
แม้ว่าจะชอบบรรยากาศตอนนี้มากแค่ไหนก็ตาม
ระหว่างนั้นผมก็นั่งฟังพวกเขาคุยกันไปเรื่อย ๆ
แล้วก็เปลี่ยนเลนส์เป็นเลนส์ไวด์ (18-55 mm) ไปพลาง ๆ
ทันใดนั้น ผมก็เห็นคุณยายที่แก่มาก ๆ เดินมา
ฟังจากที่เขาคุยกันก็จับความได้ว่ายายคงเดินเพื่อออกกำลังกายนั่นแหละนะ
ยายเดินช้ามากจนผมนึกถึงเต่า ในใจก็ห่วงว่ายายจะเดินไหวไหมเนี่ย
แต่ผมก็รู้ดีว่าการจะให้สุขภาพแข็งแรงก็ต้องออกมาเดินแบบนี้แหละ ดีแล้ว
ดังนั้นพวกเราซึ่งยังเดินกันไหว
ก็ไม่ควรจะนั่งแหมะนอนแหมะอยู่ที่บ้านใช่ไหมครับ
...
พอพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็เดินเข้าไปยังภายในวัดสระเกศ
เตรียมจะขึ้นภูเขาทองล่ะ แต่พอมานึกดูอีกทีก็เปลี่ยนใจ เดินออกมาโดยไม่ได้ขึ้น
เพราะว่าการมาเที่ยวครั้งแรกไม่ควรหักโหมเดินหนักเกินไป เดี๋ยวจะเดี้ยงเสียก่อน
อีกทั้งผมยังอยากเดินอีกหลายจุด ขืนขึ้นภูเขาทองก็คงต้องกลับบ้านหลังลงเขาล่ะ
การเดินทางยังคงเดินทางต่อไป ผมเดินวกกลับทางเดิมอีกครั้ง
แต่ก็ได้ภาพใหม่ ๆ ระหว่างทางเช่นกัน
ภาพที่ 9
ใบไม้ริมทาง
ภาพที่ 10
สาวริมทาง
ภาพเบลอหน่อย แต่ก็น่าจะได้บรรยากาศพอดู
ผมชอบตรงฉากหลังที่มีสีออกฟ้า ๆ โดยธรรมชาติที่เป็นบรรยากาศของแสงเงาระยะไกล
เห็นแบบนี้แล้วอยากหานางแบบมาถ่ายรูปจังเลย
ภาพที่ 11
แท็กซี่ริมทาง
จริงๆจะมีรถบรรทุกริมทางอีก แต่ภาพไหวมากเลยไม่เอามาลง
...
ช่วงที่จะข้ามสะพานแยกผ่านฟ้าลีลาศก็ยังเจอเป้าหมายที่ถ่ายรูปได้บ้าง
ภาพที่ 12
แวบหนึ่งนึกถึง "เข็นครกขึ้นภูเขา"
มันให้ความรู้สึกหนัก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ดูเป็นความพยายามในชีวิตดี
ภาพที่ 13
ตำรวจ
หนึ่งในไม่กี่ภาพที่ถ่ายรูปคนแล้วคมชัดพอที่จะเอามาโพสได้
กล้องแบบนี้ซูมได้ชัดจนเหมือนเราไปถ่ายใกล้ ๆ เลย แต่ความจริงยืนห่างพอดูนะ
ที่ถ่ายมานี้พอดีได้งานวาดตัวละครการ์ตูนที่เป็นตำรวจ เลยถือโอกาสเก็บดีเทลไปด้วย
ภาพที่ 14
ไม่รู้จะบรรยายยังไง อาจเพราะตอนนั้นผมก็ชักเริ่มหิวข้าวเที่ยงแล้วมั้งเลยถ่ายมา
ต้องขอบคุณความสามารถในการซูมของกล้อง
ที่ทำให้เราถ่ายจากระยะที่ไกลพอที่จะยังได้บรรยากาศที่ธรรมชาติ
แต่การกะจังหวะถ่ายรูปคนที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ยากเอาเรื่อง คงต้องฝึกฝนกันต่อไป
...
หลังจากนั้นก็ข้ามแยกมา และมาอยู่ที่ป้อมมหากาฬ
ผมได้เดินลัดเลาะเข้าไปที่ลานชุมชนนี้ ที่ซึ่งผมเคยทำรายงานเกี่ยวกับชุมชน
แต่คราวนี้เนื่องจากเราก็มาคนเดียว ไม่ได้นัดหมายกับคนในชุมชนก่อน
อยู่ ๆ จะเดินเข้าไปข้างในก็ไม่กล้า คราวนี้เลยถ่ายแต่รอบนอก
แล้วก็ได้เป้าหมายที่เหนือคาดมาอยู่เบื้องหน้า
นกพิราบครับ
ภาพที่ 15
เห็นมีเยอะขนาดนี้ก็เลยถ่ายไว้หลายภาพ แต่ก็เลือกภาพที่คิดว่าดีที่สุดมาแปะ
ฉากหลังเป็นป้อมมหากาฬ ที่ ณ ตอนนี้เต็มไปด้วยนกมาเกาะ
ผมคิดว่ามันจะอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน แต่พอเดินย้อนกลับมาหลังไปถ่ายจุดอื่นมาก็ไม่เห็นล่ะ
เลยคิดว่าโชคดีมากแล้วที่เราได้เห็นช่วงเวลานี้
เพราะถ้าช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาทีก็คงเป็นแค่ป้อมโล่ง ๆ ล่ะ
...
ลัดเลาะมาดูริมน้ำกันบ้าง ได้มุมที่เล่นกับแสงอีกอัน
ภาพที่ 16
บังเอิญหัวเสาอันหนึ่งสว่างเด่นขึ้นมา เลยใช้ศักยภาพชัดตื้นมาเล่นเสียเลย
รู้สึกได้ถึงความคุ้มค่ากับกล้องตัวใหม่อย่างจริงจังอีกครั้ง
...
นอกจากนี้เลนส์ของ DSLRก็ยังมีประโยชน์กับตอนนี้ด้วย
นั่นคือสามารถถ่ายภาพอาคารได้กว้างอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
ถึงจะใช้เลนส์นอร์มอล (18-55mm) แต่พอปรับเป็น 18 ก็จัดว่าได้ภาพครอบคลุมนะ
ภาพที่ 17
...
ระหว่างนั้นที่คลองก็มีวิถีชีวิตอีกอย่างนึงที่คนอาจไม่สนใจกัน
แต่เป็นหน้าที่ซึ่งช่วยเมืองกันอย่างเงียบ ๆ อยู่
นั่นคือคนเก็บขยะตามคลองครับ
ภาพที่ 18
ส่วนตัวก็ยังนึกสงสัยว่าขนาดมีคนเก็บแล้วทำไมน้ำจึงยังดูสกปรก
แต่ความจริงแล้วถ้าไม่มีคนมาเก็บเลยคงจะเลวร้ายมากกว่านี้เยอะ
...
มองข้ามไปยังอีกฝั่งของคล้อง ก็มีคนที่ไม่รู้เป็นนักท่องเที่ยวหรืออะไร
แต่กล้องนี้ก็สามารถถ่ายฝั่งตรงข้ามได้ชัดขนาดนี้เลย (ถ้าสมัยก่อนคนคงเล็กกว่าเยอะ)
ภาพที่ 19
...
หลังจากถ่ายรูปย่านแถวนั้นได้พอควรแล้ว ก็ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
คราวนี้มาเดินต่อที่ถนนซึ่งทางเท้ากว้างและดูยิ่งใหญ่อีกด้วย
นั่นคือ "ถนนราชดำเนินกลาง"
ปกติตอนถ่ายรูปถนนจะได้แต่ภาพแบน ๆ เพราะมันไม่สามารถทำหลังเบลอได้
ซึ่งต้องพยายามหามุมที่ด้านหลังโล่ง ๆ เพื่อขับให้องค์ประกอบด้านหน้าเด่นขึ้น
แต่คราวนี้เราสามารถถ่ายได้ชัดตื้นอย่างเต็มที่
เหลือแค่หาจังหวะดี ๆ ที่องค์ประกอบภาพกำลังสวยต้องใจเรา
แล้วก็จะได้ภาพที่เราต้องการล่ะ
ภาพที่ 20
ภาพนี้พระเด่นมาก ด้วยสีชุด และความต่างของวัย
และการที่ฉากหลังเบลอแบบนี้ ยิ่งขับเน้นความรู้สึกว่าถนนนี้สะอาดดีจัง
เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยพบเห็นในกรุงเทพฯเท่าไหร่ กับทางเท้ากว้าง ๆ โล่ง ๆ แบบนี้
นอกจากนี้เสาก็ยังสวยหรูได้อีก
ภาพที่ 21
อันนี้ใช้ความสามารถในการซูมของกล้องอย่างเต็ม ๆ
เพราะปกติจะถ่ายได้แบบเล็ก ๆ ไม่เห็นดีเทลเสาขนาดนี้
อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบสำหรับถนนนี้ คือการที่มีม้านั่งนี่แหละ
ให้ความรู้สึกเป็นยุโรปอย่างมาก แม้ว่าสุดท้ายแล้วก็มีคนจรจัดจองอยู่กว่าครึ่ง
(ซึ่งเชื่อว่าในประเทศอื่นก็เป็นเช่นกัน เป็นปัญหาเกี่ยวกับ Urban Design ที่ยังแก้กันอยู่)
แต่ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสียทีเดียว เพราะก็ยังมีที่ให้คนปกตินั่งกันได้
รวมทั้งแบบนี้
ภาพที่ 22
ตั้งแต่เห็นป้าสองคนนั่งอยู่แบบนี้ ผมก็เตรียมเล็งถ่ายมุมนี้ล่ะ
เป็นจังหวะที่ดูเงียบสงบอย่างบอกไม่ถูก
...
หลังจากนั้นผมก็วางแผนกลับบ้านล่ะ เพราะนี่ก็เดินมาเยอะพอควรแล้ว
ตอนแรกก็คิดว่าจะกลับแท็กซี่ แต่พอเห็นรถเมล์เบอร์ 12 ที่ไปถึงดินแดงก็เลยเปลี่ยนใจ
อย่างไรก็ตาม ณ จุดที่ผมยืนอยู่เป็นฝั่งที่รถเมล์จะออกนอกเมือง
การที่จะข้ามถนนไปอีกฝั่งก็ดูจะวุ่นวายแล้วยิ่งเป็นเป็นฝั่งที่ผมพึ่งข้ามมาเลยขี้เกียจ
ผมเลยเลือกที่จะเดินอ้อมไปยังถนนดินสอ โดยผ่านถนนพระสุเมรุก่อน
แล้วพอถึงถนนดินสอก็ได้มุมที่น่าสนใจมาครับ
ภาพที่ 23
...
จากตรงนี้เราจะได้เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบ (ไม่เต็มอัน)
ธงชาติไทยที่ประดับตกแต่งอู่เต็มถนน และต้นไม้สีเขียวทึบเรียงราย
อีกทั้งแท็กซี่สีส้มที่เห็นอยู่ในภาพ
ผมว่าภาพนี้น่าจะสื่ออะไรให้กับเมืองไทยตอนนี้ได้อย่างบังเอิญนะ
และอย่างน้อยมันก็เป็นภาพปิดท้ายการเดินทางครั้งแรกกับ DSLR
ที่ทำให้ผมรู้สึกอยากออกมาเดินออกกำลังกายไปพร้อมกับการถ่ายรูปอีกครั้งล่ะ
เดี๋ยวเตรียมเลือกเส้นทางสำหรับรอบต่อไปดีกว่า
คราวนี้จะต้องให้ภาพเสียน้อยลงล่ะ
ปล. ใครอยากดูภาพที่ใหญ่กว่านี้ โดยเฉพาะภาพแนวนอนซึ่งในนี้จะเล็กเพราะข้อจำกัดความกว้าง
สามารถดูได้ที่มัลติพลายของผมครับ




