bangkok

 

กรุงเทพฯ เที่ยวด้วยเท้า

 

ตอนที่ 1

5 มิถุนายน 2552

8.00 - 11.00

คลองมหานาค - พระบรมรูปทรงม้า - แยกผ่านฟ้าลีลาศ - ถนนราชดำเนินกลาง - ถนนดินสอ

 

 

 

ผมยังเชื่อจนถึงบัดนี้ว่า

การเที่ยวชมย่านในเมืองให้ถึงแก่นนั้น

ต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น

 

แผนที่การเดินทางในครั้งนี้ (เริ่มต้นที่จุดสีแดงทางด้านบน)

*เส้นทางเดินที่ผมลากไว้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง นี่เขียนเท่าที่จำได้น่ะั

ขอขอบคุณ Longdo map กับแผนที่อันนี้ ที่ช่วยในการวางแผนการเดินทางได้เป็นอย่างดี

 

การเดินทางครั้งแรกของผมนั้น เริ่มต้นที่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

เพื่อน ๆ อาจแปลกใจว่าทำไมผมไปเริ่มเอาตรงนั้น ที่ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรเลย

ความจริงแล้วผมควรจะเริ่มจากโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านถนนสามเสนเพราะมากับน้องชาย

แต่เดินไปได้สักพักก็ดันปวดท้อง จะหวังพึ่งวัดเบญที่เป็นวัดเป้าหมายก็ท่าจะไม่ไหว

เมื่อดูแผนที่แล้วก็เลยขอเสี่ยงดวงกับวัดที่ไม่ได้คิดจะเข้าตั้งแต่แรกแล้วกัน

 

แม้ว่าต้องเดินลึกเข้าไปหน่อย แต่ห้องน้ำสะอาดมากมายครับ ประทับใจ

พอออกมาแล้วเห็นตู้บริจาคเลยบริจาคเงินไปเสียหน่อย

หลังจากนั้นก็เริ่มหยิบกล้อง และเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายนอกสถานที่ครั้งแรก

ครั้งแรกที่เริ่มถ่าย ... งงครับ

เลนส์เทเลที่ว่าซูมได้ไกลดีนั้น เอาเข้าจริงแล้วเลยทำให้เป้าหมายหลุดเฟรมง่ายมาก

(ตามที่บอกในเอนทรี่ ข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่าง DSLR กับ compact ที่เขียนไว้เมื่อวาน)

ดังนั้นการจะถ่ายสิ่งที่เคลื่นไหวได้ในตอนนี้คงยังจะยากเกินไป

เลยเริ่มเล็งหาเป้าหมายที่หนีไม่ได้เสียก่อน ... นั่นคืออาคารครับ

 

ภาพที่ 1 

ณ ตอนนี้เลยได้รู้ถึงศักยภาพของการซูมภาพที่มากกว่าที่เคยทำได้

อีกทั้งภาพก็ไม่แตกอีกด้วย เสียแต่ว่าต้องมือนิ่งหน่อยไม่งั้นภาพก็ไหว

วันนี้ฟ้าปิดยิ่งทำให้ถ่ายยากขึ้นไปอีก แต่็จะมองว่าเป็นการฝึกฝนล่ะ

 

 

...

ต่อมาผมก็เดินตามเส้นทางในแผนที่มาเรื่อย ๆ

โดยมีเป้าหมายที่คลองมหานาค ที่ซึ่งผมอยากถ่ายรูปมานานแล้ว

เพราะว่าเคยเห็นภาพคลองที่ขนาบด้วยทางเดินเท้า กับตึกแถวสองฝั่ง

แต่ในตอนนั้นผมได้แต่มองจากในรถ เลยอยากลองมาเดินเองบ้าง

 

เมื่อได้มาถึงแยกเทเวศน์อันเป็นจุดเริ่มของการมายังคลองมหานาค ผมก็พบความจริงที่ว่า

สองข้างทางที่เป็นทางเดินเท้านั้น มีขยะกองอยู่เป็นหย่อม ๆ

รวมทั้งมีพวกรถเก็บของเก่า คนหลากอาชีพที่กำลังวุ่นวายกับงานของตัวเอง

โดยรวมปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสกปรก แต่อยู่ที่ว่าเราเดินถ่ายรูปได้ไม่ค่อยสะดวกนัก

เพราะกลัวว่าจะไปขวางทางเขานั่นเอง (อย่างน้อยก็ต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราคนต่างถิ่น)

 

แต่ในระหว่างทางนั้น ผมก็ได้พบเป้าหมายที่น่าฝึกฝนที่นี่แล้ว

นั่นคือ ... อีกา

 

ภาพที่ 2 

...

ที่จริงแล้วผมถ่ายไว้หลายรูปมาก

แต่เนื่องจากยังไม่คล่องตัว บางภาพเลยไม่ชัด บางภาพนกก็ท่าไม่สวย

ภาพที่เอามาโพสนี้ความจริงแล้วก็ยังไม่คมชัดเสียทีเดียว แต่อารมณ์มันได้มากที่สุดแล้ว

...ไม่เป็นไร ไว้ฝึกต่อรอบหน้า

 

เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงสะพานสำหรับคนเดิน เลยลองทดสอบภาพแนวชัดตื้นอีกรอบ

สะพานโค้งที่เต็มไปด้วยลวดลายสวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูปแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

ภาพที่ 3

...

ที่จริงกะจะถ่ายรูปคนเดินไปมาบนสะพานด้วย

แต่ช่วงนั้นยังงงกับเลนส์เทเลอยู่ จัดภาพยังไม่ค่อยถนัด เลยยังไม่มีภาพที่พอใจ

ไว้ฝึกอีกรอบคราวหน้าเช่นกัน

 

 

...

ออกจากแนวคลองมหานาค มาตามถนนราชดำเนินนอก เพื่อมาดูไฮไลต์ของย่านนี้

นั่นคือพระที่นั่งอนันตสมาคม และพระบรมรูปทรงม้า

 

ภาพที่ 4 

...

อันนี้ตู้อะไรก็ไม่รู้อยู่กลางแยก เหมาะแก่การเป็นองค์ประกอบถ่ายภาพดีครับ

 

...

ต่อไปก็จะเดินทางไปยังวัดเบญล่ะ ระหว่างนั้นก็มีภาพถ่ายรายทางนิดหน่อย

ภาพที่ 5

 

 

...

พอมาถึงวัดเบญแล้ว ... ผมก็ต้องถอดใจ เพราะนั่งร้านมันยังไม่ได้เอาออกไปเลย

เห็นตั้งแต่ตอนไปทำบุญเมื่อเดือนก่อนแล้ว คิดว่าจะซอมเสร็จแต่ก็ยังแฮะ

เลยคิดว่าไว้มาถ่ายเอาคราวหลัง เก็บแรงไปเดินส่วนอื่นต่อไปดีกว่า

 

ระหว่างทางจากตรงนี้ไปยังคลองมหานาคไม่ค่อยมีอะไรน่าถ่ายเท่าไหร่

ที่จริงมีสิ่งที่สวยและน่าถ่ายมาก นั่นคือ "ทำเนียบรัฐบาล"

แต่เนื่องจากเคยรู้ว่าประเทศส่วนใหญ่จะไม่ให้ถ่ายรูปสถานที่สำคัญทางการปกครองแบบนี้

ไม่รู้ว่าในไทยเขามีห้ามไหม แต่พอเห็นตำรวจยืนอยู่ที่สี่แยกเลยคิดว่าไม่เสี่ยงดีกว่า

เดี๋ยวเกิดมีปัญหาขึ้นมาจะพลอยหมดอารมณ์เดินเที่ยวไปก่อน

 

 

พอถึงคลองมหานาคแล้ว(ลองเช็คแผนที่ดู มันเป็นคลองที่ผมเดินเลียบไปในช่วงแรก)

ผมก็เล็งเป้าหมายต่อไปคือ "แยกผ่านฟ้าลีลาศ"

ที่นี่ผมเคยมาหลายรอบแล้ว ล่าสุดก็เป็นตอนมาทำรายงานเกี่ยวกับชุมชนป้อมมหากาฬ

แต่ก็ยังเป็นเป้าหมายที่น่ามาถ่ายรูปอยู่ดี เพราะเต็มไปด้วยอาคารสำคัญรายล้อมไปหมด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรูปอาคารเราก็ถ่ายมาเยอะแล้ว วันนี้เป้าหมายถึงเป็นสิ่งอื่นครับ

นั่นคือ "บรรยากาศ"

 

ภาพที่ 6

...

แถวนี้ดูมีมุมที่น่าสนใจมากมาย ด้วยการเป็นแยกที่เป็นสะพานไปในตัว

จะว่าไปตรงนี้ก็เชื่อมต่อกับแยกป้อมมหากาฬด้วย ถ้าผมอธิบายผิดไปก็ขอโทษด้วยแล้วกัน

 

...

หลังจากนั้นผมก็เลือกที่จะเดินลัดเลาะไปยัง "วัดสระเกศ" หรือ"ภูเขาทองนั่นแหละ"

แล้วก็พบว่าย่านแถวนั้นเขาทำเกี่ยวกับงานไม้นั่นเอง มีไม้อัดไม้แกะสลักเรียงรายเต็มไปหมด

กะจะถ่ายบรรยากาศแถวนั้นอยู่เหมือนกัน แต่การที่วันนี้ฟ้าปิด และแถวนั้นก็มืด ภาพเลยไหวง่าย

แล้วอยู่นาน ๆ ก็ไม่ได้เพราะแถวนั้นมีแต่คนทำงาน เราเข้าไปก็เป็นสิ่งแปลกปลอมอีก

แบบนี้ทำให้จะถ่ายรูปตรง ๆ ก็ไม่ได้ ด้านไม่พอจริง ๆ

แต่ก็ยังได้ถ่ายบรรยากาศถนนนี้ และรถที่เป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวอันหนึ่ง

นั่นคือ "รถตุ๊กตุ๊ก"

 

ภาพที่ 7

 

...

นอกจากนี้ยังมีอีกเป้าหมายหนึ่งที่ยอมให้เราถ่ายรูปโดยง่าย

นั่นคือ "สุนัข" ยังไงล่ะครับ

 

ภาพที่ 8

ท้องกลมมากมาย นอนอืดเผละจนเป็นเป้านิ่งให้ผมถ่ายรูปได้โดยสะดวก

มีจ้องมาด้วยนะ แต่ก็ไม่ขยับ ไม่รู้เพราะขี้เกียจหรือลุกไม่ได้ (คงเป็นข้อแรกแหละ)

 

...

หลังจากนั้นผมก็เดินไปจนถึงหน้าภูเขาทอง

ได้แวะพักซื้อไอส์ทีจากร้านหน้าวัด แล้วก็นั่งแปะพักยกเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเดินมา

แถวนั้นรู้สึกว่าสงบดี แต่ก็เงียบเหงาไปหน่อย ซึ่งคนขายน้ำเขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้คนน้อยลง

เห็นว่าเพราะเศราฐกิจไม่ดีนี่แหละ ไม่งั้นคนจะมีมากกว่านี้

 

อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศแถวนี้ดูอบอุ่นดี

ชาวบ้านคุยกันเองได้น่ารักดี แซวกันบ้างตามประสา

บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนเราก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้

 

และเนื่องจากผมอยากคงบรรยากาศแบบนี้ไว้

ผมจึงเลือกที่จะไม่เอากล้องไปจ่อถ่ายรูปพวกเขา

แม้ว่าจะชอบบรรยากาศตอนนี้มากแค่ไหนก็ตาม

 

ระหว่างนั้นผมก็นั่งฟังพวกเขาคุยกันไปเรื่อย ๆ

แล้วก็เปลี่ยนเลนส์เป็นเลนส์ไวด์ (18-55 mm) ไปพลาง ๆ

ทันใดนั้น ผมก็เห็นคุณยายที่แก่มาก ๆ เดินมา

ฟังจากที่เขาคุยกันก็จับความได้ว่ายายคงเดินเพื่อออกกำลังกายนั่นแหละนะ

ยายเดินช้ามากจนผมนึกถึงเต่า ในใจก็ห่วงว่ายายจะเดินไหวไหมเนี่ย

แต่ผมก็รู้ดีว่าการจะให้สุขภาพแข็งแรงก็ต้องออกมาเดินแบบนี้แหละ ดีแล้ว

ดังนั้นพวกเราซึ่งยังเดินกันไหว

ก็ไม่ควรจะนั่งแหมะนอนแหมะอยู่ที่บ้านใช่ไหมครับ

 

...

พอพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็เดินเข้าไปยังภายในวัดสระเกศ

เตรียมจะขึ้นภูเขาทองล่ะ แต่พอมานึกดูอีกทีก็เปลี่ยนใจ เดินออกมาโดยไม่ได้ขึ้น

เพราะว่าการมาเที่ยวครั้งแรกไม่ควรหักโหมเดินหนักเกินไป เดี๋ยวจะเดี้ยงเสียก่อน

อีกทั้งผมยังอยากเดินอีกหลายจุด ขืนขึ้นภูเขาทองก็คงต้องกลับบ้านหลังลงเขาล่ะ

 

การเดินทางยังคงเดินทางต่อไป ผมเดินวกกลับทางเดิมอีกครั้ง

แต่ก็ได้ภาพใหม่ ๆ ระหว่างทางเช่นกัน

 

ภาพที่ 9

ใบไม้ริมทาง

 

ภาพที่ 10

สาวริมทาง

ภาพเบลอหน่อย แต่ก็น่าจะได้บรรยากาศพอดู

ผมชอบตรงฉากหลังที่มีสีออกฟ้า ๆ โดยธรรมชาติที่เป็นบรรยากาศของแสงเงาระยะไกล

เห็นแบบนี้แล้วอยากหานางแบบมาถ่ายรูปจังเลย

 

ภาพที่ 11

แท็กซี่ริมทาง

จริงๆจะมีรถบรรทุกริมทางอีก แต่ภาพไหวมากเลยไม่เอามาลง

 

...

ช่วงที่จะข้ามสะพานแยกผ่านฟ้าลีลาศก็ยังเจอเป้าหมายที่ถ่ายรูปได้บ้าง 

 

ภาพที่ 12

แวบหนึ่งนึกถึง "เข็นครกขึ้นภูเขา"

มันให้ความรู้สึกหนัก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ดูเป็นความพยายามในชีวิตดี

 

ภาพที่ 13

ตำรวจ

หนึ่งในไม่กี่ภาพที่ถ่ายรูปคนแล้วคมชัดพอที่จะเอามาโพสได้

กล้องแบบนี้ซูมได้ชัดจนเหมือนเราไปถ่ายใกล้ ๆ เลย แต่ความจริงยืนห่างพอดูนะ

ที่ถ่ายมานี้พอดีได้งานวาดตัวละครการ์ตูนที่เป็นตำรวจ เลยถือโอกาสเก็บดีเทลไปด้วย

 

ภาพที่ 14

ไม่รู้จะบรรยายยังไง อาจเพราะตอนนั้นผมก็ชักเริ่มหิวข้าวเที่ยงแล้วมั้งเลยถ่ายมา

ต้องขอบคุณความสามารถในการซูมของกล้อง

ที่ทำให้เราถ่ายจากระยะที่ไกลพอที่จะยังได้บรรยากาศที่ธรรมชาติ

แต่การกะจังหวะถ่ายรูปคนที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ยากเอาเรื่อง คงต้องฝึกฝนกันต่อไป

 

...

หลังจากนั้นก็ข้ามแยกมา และมาอยู่ที่ป้อมมหากาฬ

ผมได้เดินลัดเลาะเข้าไปที่ลานชุมชนนี้ ที่ซึ่งผมเคยทำรายงานเกี่ยวกับชุมชน

แต่คราวนี้เนื่องจากเราก็มาคนเดียว ไม่ได้นัดหมายกับคนในชุมชนก่อน

อยู่ ๆ จะเดินเข้าไปข้างในก็ไม่กล้า คราวนี้เลยถ่ายแต่รอบนอก

แล้วก็ได้เป้าหมายที่เหนือคาดมาอยู่เบื้องหน้า

นกพิราบครับ

 

ภาพที่ 15 

เห็นมีเยอะขนาดนี้ก็เลยถ่ายไว้หลายภาพ แต่ก็เลือกภาพที่คิดว่าดีที่สุดมาแปะ

ฉากหลังเป็นป้อมมหากาฬ ที่ ณ ตอนนี้เต็มไปด้วยนกมาเกาะ

ผมคิดว่ามันจะอยู่ตรงนี้ไปอีกนาน แต่พอเดินย้อนกลับมาหลังไปถ่ายจุดอื่นมาก็ไม่เห็นล่ะ

เลยคิดว่าโชคดีมากแล้วที่เราได้เห็นช่วงเวลานี้

เพราะถ้าช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาทีก็คงเป็นแค่ป้อมโล่ง ๆ ล่ะ

 

...

ลัดเลาะมาดูริมน้ำกันบ้าง ได้มุมที่เล่นกับแสงอีกอัน

ภาพที่ 16 

บังเอิญหัวเสาอันหนึ่งสว่างเด่นขึ้นมา เลยใช้ศักยภาพชัดตื้นมาเล่นเสียเลย

รู้สึกได้ถึงความคุ้มค่ากับกล้องตัวใหม่อย่างจริงจังอีกครั้ง

 

...

นอกจากนี้เลนส์ของ DSLRก็ยังมีประโยชน์กับตอนนี้ด้วย

นั่นคือสามารถถ่ายภาพอาคารได้กว้างอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ถึงจะใช้เลนส์นอร์มอล (18-55mm) แต่พอปรับเป็น 18 ก็จัดว่าได้ภาพครอบคลุมนะ

ภาพที่ 17  

 

...

ระหว่างนั้นที่คลองก็มีวิถีชีวิตอีกอย่างนึงที่คนอาจไม่สนใจกัน

แต่เป็นหน้าที่ซึ่งช่วยเมืองกันอย่างเงียบ ๆ อยู่

นั่นคือคนเก็บขยะตามคลองครับ

ภาพที่ 18  

ส่วนตัวก็ยังนึกสงสัยว่าขนาดมีคนเก็บแล้วทำไมน้ำจึงยังดูสกปรก

แต่ความจริงแล้วถ้าไม่มีคนมาเก็บเลยคงจะเลวร้ายมากกว่านี้เยอะ

...

 

มองข้ามไปยังอีกฝั่งของคล้อง ก็มีคนที่ไม่รู้เป็นนักท่องเที่ยวหรืออะไร

แต่กล้องนี้ก็สามารถถ่ายฝั่งตรงข้ามได้ชัดขนาดนี้เลย (ถ้าสมัยก่อนคนคงเล็กกว่าเยอะ)

ภาพที่ 19  

 

...

หลังจากถ่ายรูปย่านแถวนั้นได้พอควรแล้ว ก็ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

คราวนี้มาเดินต่อที่ถนนซึ่งทางเท้ากว้างและดูยิ่งใหญ่อีกด้วย

นั่นคือ "ถนนราชดำเนินกลาง"

 

ปกติตอนถ่ายรูปถนนจะได้แต่ภาพแบน ๆ เพราะมันไม่สามารถทำหลังเบลอได้

ซึ่งต้องพยายามหามุมที่ด้านหลังโล่ง ๆ เพื่อขับให้องค์ประกอบด้านหน้าเด่นขึ้น

แต่คราวนี้เราสามารถถ่ายได้ชัดตื้นอย่างเต็มที่

เหลือแค่หาจังหวะดี ๆ ที่องค์ประกอบภาพกำลังสวยต้องใจเรา

แล้วก็จะได้ภาพที่เราต้องการล่ะ

 

ภาพที่ 20  

ภาพนี้พระเด่นมาก ด้วยสีชุด และความต่างของวัย

และการที่ฉากหลังเบลอแบบนี้ ยิ่งขับเน้นความรู้สึกว่าถนนนี้สะอาดดีจัง

เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยพบเห็นในกรุงเทพฯเท่าไหร่ กับทางเท้ากว้าง ๆ โล่ง ๆ แบบนี้

 

นอกจากนี้เสาก็ยังสวยหรูได้อีก

ภาพที่ 21

อันนี้ใช้ความสามารถในการซูมของกล้องอย่างเต็ม ๆ 

เพราะปกติจะถ่ายได้แบบเล็ก ๆ ไม่เห็นดีเทลเสาขนาดนี้

 

อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบสำหรับถนนนี้ คือการที่มีม้านั่งนี่แหละ

ให้ความรู้สึกเป็นยุโรปอย่างมาก แม้ว่าสุดท้ายแล้วก็มีคนจรจัดจองอยู่กว่าครึ่ง

(ซึ่งเชื่อว่าในประเทศอื่นก็เป็นเช่นกัน เป็นปัญหาเกี่ยวกับ Urban Design ที่ยังแก้กันอยู่)

แต่ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสียทีเดียว เพราะก็ยังมีที่ให้คนปกตินั่งกันได้

รวมทั้งแบบนี้

 

ภาพที่ 22

ตั้งแต่เห็นป้าสองคนนั่งอยู่แบบนี้ ผมก็เตรียมเล็งถ่ายมุมนี้ล่ะ

เป็นจังหวะที่ดูเงียบสงบอย่างบอกไม่ถูก

 

...

หลังจากนั้นผมก็วางแผนกลับบ้านล่ะ เพราะนี่ก็เดินมาเยอะพอควรแล้ว

ตอนแรกก็คิดว่าจะกลับแท็กซี่ แต่พอเห็นรถเมล์เบอร์ 12 ที่ไปถึงดินแดงก็เลยเปลี่ยนใจ

อย่างไรก็ตาม ณ จุดที่ผมยืนอยู่เป็นฝั่งที่รถเมล์จะออกนอกเมือง

การที่จะข้ามถนนไปอีกฝั่งก็ดูจะวุ่นวายแล้วยิ่งเป็นเป็นฝั่งที่ผมพึ่งข้ามมาเลยขี้เกียจ

ผมเลยเลือกที่จะเดินอ้อมไปยังถนนดินสอ โดยผ่านถนนพระสุเมรุก่อน

แล้วพอถึงถนนดินสอก็ได้มุมที่น่าสนใจมาครับ

 

ภาพที่ 23 

...

จากตรงนี้เราจะได้เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบ (ไม่เต็มอัน)

ธงชาติไทยที่ประดับตกแต่งอู่เต็มถนน และต้นไม้สีเขียวทึบเรียงราย

อีกทั้งแท็กซี่สีส้มที่เห็นอยู่ในภาพ

ผมว่าภาพนี้น่าจะสื่ออะไรให้กับเมืองไทยตอนนี้ได้อย่างบังเอิญนะ

และอย่างน้อยมันก็เป็นภาพปิดท้ายการเดินทางครั้งแรกกับ DSLR

ที่ทำให้ผมรู้สึกอยากออกมาเดินออกกำลังกายไปพร้อมกับการถ่ายรูปอีกครั้งล่ะ

 

เดี๋ยวเตรียมเลือกเส้นทางสำหรับรอบต่อไปดีกว่า

คราวนี้จะต้องให้ภาพเสียน้อยลงล่ะ

 

ปล. ใครอยากดูภาพที่ใหญ่กว่านี้ โดยเฉพาะภาพแนวนอนซึ่งในนี้จะเล็กเพราะข้อจำกัดความกว้าง

สามารถดูได้ที่มัลติพลายของผมครับ

http://coloncocon.multiply.com/photos/album/21/21